Partner visa หรือที่คนไทยรู้จักกันก็คือ วีซ่าแต่งงาน มีลูกค้าหลายคนสอบถามเข้ามาว่า แฟนไม่ได้ทำงาน แฟนสามารถสปอนเซอร์เราขอ PR ได้มั๊ย คำตอบคือ "ได้" ครับ
ไม่ว่าแฟนเรา (เพศเดียวกัน หรือต่างเพศ) ไม่ได้ทำงาน หรือขอเงินจาก Centrelink เค๊าก็สามารถทำเรื่อง sponsor เราขอ PR ได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าแฟนเราอาจจะต้องหาคนมาค้ำประกันว่าเค๊าสามารถดูแลเราเรื่องที่อยู่อาศัย ค่ากินค่าอยู่ได้อย่างต่ำ 2 ปี หลังจากที่เราได้ PR เพราะว่าช่วง 2 ปีแรกเราไม่สามารถขอเงินอะไรจาก Centrelink ได้ สวัสดิการที่ได้ก็คือ Medicare และก็สามารถไปเรียนภาษาอังกฤษฟรี ก็แค่นั่นเอง
ซึ่งจริงๆแล้วสวัสดิการจาก Medicare ก็ดีพอแล้วนะครับ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี
จริงๆแล้วทางรัฐบาลของออสเตรเลียก็อยากให้แฟนเรามีงานทำ หรืองานที่มั่นคงหนะนะ เพราะเค๊าจะได้ดูแลและ support เราได้ในช่วง 2 ปีแรกหลังจากได้รับ PR
แต่เท่าที่ทำ case มาหลายๆ case ถ้าแฟนเราเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ทางอิมมิเกรชั่นก็ไม่มีการเรียกหาคนค้ำประกัน เท่าที่สังเกตุว่าทางอิมมิเกรชั่นมีการเรียกหาคนค้ำประกันก็ต่อเมื่อ ทัังคู่แบบว่ายังเป็นเด็กหน่อมแน๊มอยู่ เรียนด้วยกันทั้งคู่ คนที่เป็นสปอนเซอร์เองก็ยังเป็นเด็ก อะไรประมาณนี้ก็จะมีการเรียกหาคนค้ำประกัน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ต่อให้กินเงิน Centrelink ก็ไม่มีปัญหาอะไร โตแล้วคิดว่ายังไงก็คงไม่พากันอดตาย (เอ๊....หรือว่าไม่แน่.... แต่ที่แน่ๆคือ เท่าที่ทำ case มา มีคนที่กินเงิน Centrelink ก็เยอะแต่ก็ยังไม่มีปัญหาสักราย)
ส่วนคนค้ำประกัน (garantor) ก็เป็นใครก็ได้ สามารถเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อนก็ได้ ทั้งนี้และทั้งนั้นผมก็แนะนำให้ปรึกษาทนายความทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น หรือไม่ก็ registered migration agent นะครับ เค๊าสามารถช่วยท่านได้
วันได้มีโอกาสช่วยลูกค้าท่านหนึ่งติดต่อทำการจองคิวตรวจร่างกายสำหรับขอ PR ที่นี่
ในระหว่างที่เราถือสายรอเจ้าหน้าที่จากคลีนิก ลูกค้าท่านนี้ก็ส่งข้อความมาบอกว่า ไม่อยากตรวจวันนั้น ไม่อยากตรวจวันนี้ เพราะต้องทำงาน กลัวหมดแรงเวลาไปตรวจร่างกาย ตรวจเลือดต้องอดอาหารหลังเที่ยงคืน
โอ้ ทำงานอิมมิเกรชั่นมา 6 ปี ลูกค้าไปตรวจร่างกายก็หลายคนหละ ก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละว่าต้องอดอาหารก่อนไปตรวจเลือด ก็เลยอธิบายให้ลูกค้าท่านนี้ว่า การไปตรวจร่างกายทำวีซ่าหรือขอ PR นั้น ไม่เหมือนการตรวจร่างกายประจำปีที่เราๆทำกัน การตรวจร่างกายนี้ก็เพื่ออยากจะรู้ว่าเรามี HIV หรือโรคติดต่ออะไรหรือเปล่า เพราะประเทศออสเตรเลียก็ไม่อยากได้คนที่เป็นโรคเอดส์หรือโรคติดต่อ เข้ามาในประเทศ ก็เท่านั้นเอง
การตรวจร่างกายขอวีซ่า ไม่ใช่การเช็คใขมันในเส้นเลือด หรือระดับ cholesterol อะไรประมาณเนี๊ยะ ไม่ใช่ครับ ถ้าคุณอยากเช็คใขมันในเส้นเลือด หรือระดับ cholesterol คุณก็ไปหาหมอประจำตัวของคุณ ไม่ใช่หมอของอิมมิเกรชั่น
สรุปคือถ้าได้ทำการ book วันตรวจแล้วก็เดินดุ่มๆไปตรวจร่างกายได้เลยครับ
ไม่แน่ใจอะไรก็สอบถามไปที่ registered migration agent หรือ migration lawyer ใกล้ตัวคุณนะครับ
มีความรู้สึกว่า ตั้งแต่ทางอิมมิเกรชั่นมีการปรับราคาของการยื่นวีซ่า มีความรู้สึกว่า อะไรมันก็แพงไปหมด ไม่ใช่แค่แพงธรรมดา อย่างเช่นวีซ่าของเด็กที่ติดตามพ่อหรือแม่ที่แต่งงานกับฟรั่งที่นี่ ก่อน 1 July 2013 มันแค่ $220 เอง แต่หลังจาก 1 July และ 1 September ก็มีการปรับเพิ่มเป็น $2,570
- งง ว่ามันจะปรับเพิ่มอะไรได้ถี่ขนาดนั้น จาก 1 July ไป 1 September มันแค่ 2 เดือนเอง
- งง ว่ามันปรับเพิ่มอะไรได้ถึง 10 เท่าเลยเหรอ
เราเป็น registered migration agent หนะไม่เป็นไรหรอก เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าพวกนี้อยู่แล้ว แต่บอกตามตรงว่า "สงสารลูกค้า" มาก
อย่างพวก Skill Migration หรือ พวกวีซ่าทำงานแล้วนายจ้าง sponsor ทำ PR, main applicant เองก็ $3,520 จากเดิม $2,900 ปลายๆ และถ้ามีแฟน สามีหรือภรรยา ก็เพิ่มไปอีก $1,760 สรุปคือ ถ้ามาทั้งผัวและเมียก็รวมแล้ว $5,280
มีความรู้สึกว่าทางรัฐบาลเองคงหาเงินกับพวกสมัคร immigration visa จริงๆ
หลังจาก 1 July 2013 เราก็ได้มีโอกาสทำ วีซ่า 457 ให้ลูกค้า อยากจะบอกว่า วีซ่า 457 ก่อน 1 July กับหลัง 1 July นั้นแตกต่างกันมาก เป็นอะไรที่หยุมหยิมและเรื่องมาก อย่างเช่น
- นายจ้างต้อง make sure ว่า terms & conditions ทุกอย่างให้ทำให้พนักงานต่างด้าว 457 นั้น ไม่ได้เสียเปรียบหรือได้ผลประโยชน์น้อยกว่าพนักงานที่เป็น Australian เพราะทาง immigration และ government กลัวว่านายจ้างส่วนมากจะไปจ้างคนต่างด้าว 457 เพราะกลัวว่าจะจ้างได้ถูกหรือประหยัดเงินมากกว่า เพราะว่าถ้านายจ้าง จ้างคนต่างด้าว 457 ได้ถูกกว่าจ้างคน local ก็จะไม่มีนายจ้างที่ใหนจ้างคน local เลย ดังนั้นหลังจาก 1 July 2013 นายจ้างต้องยื่น contract of employment ไปให้ทาง immigration เช็คด้วยว่าสัญญาการว่าจ้างงานนั้น OK มั๊ย เป็นสัญญาว่าจ้างอันเดียวกันที่ทำให้คน local หรือเปล่า แล้วสัญญาว่าจ้าง contract of employment ก็ไม่ใช่จะทำกันง่ายๆสำหรับธุรกิจเล็กๆ โดยเฉพาะคนไทยซึ่งส่วนมากทำร้านอาหารกัน ไม่มี contract of employment หรอก ถ้าทำงานที่บริษัทใหญ่ๆ องกรใหญ่ๆ ก็ OK
- นายจ้างต้องพิสูจน์ด้วยว่า นายจ้างมีตำแหน่งงานจริงๆ ไม่ใช่พี่ชายสร้างตำแหน่งปลอมๆขึ้นมาเพื่อจ้างน้องชายอะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นร้านอาหารก็ต้องมีการถ่ายรูปทั้งข้างนอกและข้างในร้าน เมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่ม เพื่อที่ทาง immigration จะได้เช็คว่าจริงๆแล้วนายจ้างมีความจำเป็นมากน้อยแค่ใหนที่ต้องจ้างคนต่างด้าว 457
- Business Organization Chart ก็ต้องอธิบายว่า มีพนักงานกี่คน แต่ละคนทำตำแหน่งอะไรมั่ง เป็นคน local กี่คน เป็นคนต่างด้าวกี่คน แต่ก่อน 1 July 2013 ก็ต้องยื่น Business Organization Chart อยู่แล้ว แต่หลังจาก 1 July 2013 มีความรู้สึกว่าต้องอธิบายอะไรต่างๆให้ละเอียด บาง case ก็ทำไป 5-6 หน้ากระดาษ A4 ก็มี
ง่ายๆ สั้นๆคือ วีซ่า 457 ทำยาก หลัง 1 July 2013 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ทำได้ครับ แต่ paperwork เยอะมาก ถ้าใครกะจะทำวีซ่าทำงาน 457 แนะนำให้เตรียมเอกสารให้ดีๆ เตรียมกันตั้งแต่เนิ่นๆ และก็ปรึกษาผู้รู้นะครับ ไม่ต้องปรึกษาเพื่อน (ผู้ไม่รู้)