Saturday, March 29, 2014

limitation for sponsor for Partner Visa

เมื่อไม่นานมานี้ทางอิมมิเกรชั่น ได้มีกฏออกมาใหม่ว่า sponsor ที่จะ sponsor partner ทำ Partner Visa นั้น มี conditions อยู่ว่า

  • ถ้าเคย sponsor partner มาก่อน ต้องทิ้งช่วงไว้ 5 ปี ถึงจะ sponsor partner คนใหม่ได้ ระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ยื่นเรืองของ partner คนเก่า ไม่ใช่วันแต่งงานหรือวันที่เริ่มมี relationship กัน
แต่ก็มีข้อยกเว้น ที่ sponsor ไม่ต้องรอถึง 5 ปี ถ้า
  • sponsor กับ partner คนเก่ามีลูก (ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) ด้วยกัน แล้ว partner คนเก่าเสียชีวิต
  • sponsor กับ partner คนใหม่มีลูกด้วยกัน (ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ)
  • sponsor กับ partner คนใหม่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่ำ 2 ปี
นี้ก็เป็น condition ใหม่ที่มีการประกาศออกมาใช้ ก็ไม่แน่ว่าอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก

Sunday, March 23, 2014

student visa, visa conditions

student visa หรือวีซ่านักเรียนนั้นมีเอาไว้เพื่อให้เรามาเรียนหนังสือ ไม่ใช่ทำ student visa  เพื่อมาหางานทำ ถ้าใครที่มาด้วย student visa แล้วก็พยายาม push the limit นั้น พี่จอห์นไม่แนะนำนะครับ อย่าทำเลย มันเหนื่อย(ใจ)และสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตมากกว่า

ปกติแล้ว student visa ก็จะมี visa conditions นั่น นี่ โน่น ที่เราต้อง follow โดยเฉพาะชั่วโมงในการเข้าเรียน หรือมีผลการเรียนที่ OK.

ถ้าถือ student visa แล้วไม่ค่อยเข้าเรียน มัวแต่แอบทำงานหาเงิน หรือไม่ก็ผลการเรียนไม่ดี เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากเราไม่เข้าเรียน ทำงานเยอะเกิน หรือมัวแต่ party ก็แล้วแต่ ถ้าทางสถาบันการศึกษาทำหนังสือไล่เราออกแล้วแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น โอกาสที่เราจะรอดหนะยากมาก 99.99% โดนส่งกลับ ต่อให้ appeal กับ MRT ก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะเราเองที่ทำผิด visa conditions ตั้งแต่แรก ส่วนมากคนที่ appeal กับ MRT ก็แค่เพื่อซื้อเวลาเพื่อทำงานอยู่ต่อแค่นั้นเอง เพราะ MRT กว่าจะ process case เราก็เป็นปีหรือ 2 ปี ซึ่งช่วงที่รอก็สามารถทำงานเก็บตังค์ได้

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น พี่จอห์นไม่แนะนำนะครับ ถ้าจะถือวีซ่านักเรียนก็ควรจะเรียนจริงๆ ถ้าอยากหางานทำ ก็ควรเรียนในสาขาที่ทางออสเตรเลียขาดแคลนบุคลากร แล้วค่อยหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง

เข้าใจว่าชีวิตทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมีเงินเป็นกระสอบๆมาเรียนเมืองนอก ถ้ามันเป็นหนทางหรือทางเลือกสุดท้ายอย่างน้อยก็ต้อง follow visa conditions ทุกอย่างอย่างเคร่งครัดนะครับ จะได้ไม่มีปัญหา

Sunday, January 5, 2014

วีซ่าแต่งงาน แฟนไม่ได้ทำงานก็สามารถสปอนเซอร์ทำวีซ่าได้


Partner visa หรือที่คนไทยรู้จักกันก็คือ วีซ่าแต่งงาน มีลูกค้าหลายคนสอบถามเข้ามาว่า แฟนไม่ได้ทำงาน แฟนสามารถสปอนเซอร์เราขอ PR ได้มั๊ย คำตอบคือ "ได้" ครับ

ไม่ว่าแฟนเรา (เพศเดียวกัน หรือต่างเพศ) ไม่ได้ทำงาน หรือขอเงินจาก Centrelink เค๊าก็สามารถทำเรื่อง sponsor เราขอ PR ได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าแฟนเราอาจจะต้องหาคนมาค้ำประกันว่าเค๊าสามารถดูแลเราเรื่องที่อยู่อาศัย ค่ากินค่าอยู่ได้อย่างต่ำ 2 ปี หลังจากที่เราได้ PR เพราะว่าช่วง 2 ปีแรกเราไม่สามารถขอเงินอะไรจาก Centrelink ได้ สวัสดิการที่ได้ก็คือ Medicare และก็สามารถไปเรียนภาษาอังกฤษฟรี ก็แค่นั่นเอง


ซึ่งจริงๆแล้วสวัสดิการจาก Medicare ก็ดีพอแล้วนะครับ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี

จริงๆแล้วทางรัฐบาลของออสเตรเลียก็อยากให้แฟนเรามีงานทำ หรืองานที่มั่นคงหนะนะ เพราะเค๊าจะได้ดูแลและ support เราได้ในช่วง 2 ปีแรกหลังจากได้รับ PR

แต่เท่าที่ทำ case มาหลายๆ case ถ้าแฟนเราเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ทางอิมมิเกรชั่นก็ไม่มีการเรียกหาคนค้ำประกัน เท่าที่สังเกตุว่าทางอิมมิเกรชั่นมีการเรียกหาคนค้ำประกันก็ต่อเมื่อ ทัังคู่แบบว่ายังเป็นเด็กหน่อมแน๊มอยู่ เรียนด้วยกันทั้งคู่ คนที่เป็นสปอนเซอร์เองก็ยังเป็นเด็ก อะไรประมาณนี้ก็จะมีการเรียกหาคนค้ำประกัน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ต่อให้กินเงิน Centrelink ก็ไม่มีปัญหาอะไร โตแล้วคิดว่ายังไงก็คงไม่พากันอดตาย (เอ๊....หรือว่าไม่แน่.... แต่ที่แน่ๆคือ เท่าที่ทำ case มา มีคนที่กินเงิน Centrelink ก็เยอะแต่ก็ยังไม่มีปัญหาสักราย)

ส่วนคนค้ำประกัน (garantor) ก็เป็นใครก็ได้ สามารถเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อนก็ได้ ทั้งนี้และทั้งนั้นผมก็แนะนำให้ปรึกษาทนายความทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น หรือไม่ก็ registered migration agent นะครับ เค๊าสามารถช่วยท่านได้

Monday, December 30, 2013

ตรวจร่างกายขอวีซ่า ไม่ต้องอดอาหารครับ

วันได้มีโอกาสช่วยลูกค้าท่านหนึ่งติดต่อทำการจองคิวตรวจร่างกายสำหรับขอ PR ที่นี่

ในระหว่างที่เราถือสายรอเจ้าหน้าที่จากคลีนิก ลูกค้าท่านนี้ก็ส่งข้อความมาบอกว่า ไม่อยากตรวจวันนั้น ไม่อยากตรวจวันนี้ เพราะต้องทำงาน กลัวหมดแรงเวลาไปตรวจร่างกาย ตรวจเลือดต้องอดอาหารหลังเที่ยงคืน

โอ้ ทำงานอิมมิเกรชั่นมา 6 ปี ลูกค้าไปตรวจร่างกายก็หลายคนหละ ก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละว่าต้องอดอาหารก่อนไปตรวจเลือด ก็เลยอธิบายให้ลูกค้าท่านนี้ว่า การไปตรวจร่างกายทำวีซ่าหรือขอ PR นั้น ไม่เหมือนการตรวจร่างกายประจำปีที่เราๆทำกัน การตรวจร่างกายนี้ก็เพื่ออยากจะรู้ว่าเรามี  HIV หรือโรคติดต่ออะไรหรือเปล่า เพราะประเทศออสเตรเลียก็ไม่อยากได้คนที่เป็นโรคเอดส์หรือโรคติดต่อ เข้ามาในประเทศ ก็เท่านั้นเอง

การตรวจร่างกายขอวีซ่า ไม่ใช่การเช็คใขมันในเส้นเลือด หรือระดับ cholesterol อะไรประมาณเนี๊ยะ ไม่ใช่ครับ ถ้าคุณอยากเช็คใขมันในเส้นเลือด หรือระดับ cholesterol คุณก็ไปหาหมอประจำตัวของคุณ ไม่ใช่หมอของอิมมิเกรชั่น

สรุปคือถ้าได้ทำการ book วันตรวจแล้วก็เดินดุ่มๆไปตรวจร่างกายได้เลยครับ

ไม่แน่ใจอะไรก็สอบถามไปที่ registered migration agent หรือ migration lawyer ใกล้ตัวคุณนะครับ