เนื่องด้วยอุตสาหกรรมและธุรกิจร้านอาหารได้ออกมาแสดงความเรียกร้องต่ออิมมิเกรชั่นว่ามีการขาดแคลนพนักงานในร้านอาหารเป็นอย่างมาก ทางธุรกิจร้านอาหารต้องการให้อิมมิเกรชั่นยกเลิก requirement ภาษาอังกฤษ ของ chef หรือ cook เพราะทางร้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารต่างชาตินั้น chef หรือ cook ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษอะไรมากมาย เค๊าแค่ใช้ ภาษาอาหาร หรือ language of cuisine มากกว่า
ตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่า ทางอิมมิเกรชั่นเองก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่นะครับ ยังไม่ได้มีการประกาศอะไรออกมาใช้อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ทางอิมมิเกรชั่นก็กำลังพิจารณาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของ chef หรือ cook ด้วย เพราะตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำที่ทางอิมมิเกรชั่นกำหนดเอาไว้นั้น $53,900 ก็ถือว่าสูงเกินกว่าอัตราค่าจ้างทั่วๆไปมาก
ทั้งนี้ทางธุรกิจร้านอาหารต้องการให้มีการลดหย่อน requirement พวกนี้ลงเพื่อที่จะให้ธุรกิจร้านอาหารต่างๆสามารถ sponsor พนักงานเพื่อทำงานที่ร้านได้ง่ายมากขึ้น
ก็ยังคงต้องรอกันอีกนิดนะครับว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คิดว่าไม่นานเกินไป
ให้คำปรึกษาและบริการทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น และวีซ่าออสเตรเลีย
Facebook page: J Migration Team วีซ่าออสเตรเลีย
John Paopeng จอห์น เผ่าเพ็ง
Registered Migration Agent (MARN: 0851174)
Wollongong, Sydney, Melbourne, Brisbane, Gold Coast, Adelaide, Canberra.
email: jpp168.immi@outlook.com
PO Box 5399, Wollongong, NSW 2520
Saturday, April 12, 2014
Saturday, March 29, 2014
limitation for sponsor for Partner Visa
เมื่อไม่นานมานี้ทางอิมมิเกรชั่น ได้มีกฏออกมาใหม่ว่า sponsor ที่จะ sponsor partner ทำ Partner Visa นั้น มี conditions อยู่ว่า
- ถ้าเคย sponsor partner มาก่อน ต้องทิ้งช่วงไว้ 5 ปี ถึงจะ sponsor partner คนใหม่ได้ ระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ยื่นเรืองของ partner คนเก่า ไม่ใช่วันแต่งงานหรือวันที่เริ่มมี relationship กัน
แต่ก็มีข้อยกเว้น ที่ sponsor ไม่ต้องรอถึง 5 ปี ถ้า
- sponsor กับ partner คนเก่ามีลูก (ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) ด้วยกัน แล้ว partner คนเก่าเสียชีวิต
- sponsor กับ partner คนใหม่มีลูกด้วยกัน (ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ)
- sponsor กับ partner คนใหม่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่ำ 2 ปี
นี้ก็เป็น condition ใหม่ที่มีการประกาศออกมาใช้ ก็ไม่แน่ว่าอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก
Sunday, March 23, 2014
student visa, visa conditions
student visa หรือวีซ่านักเรียนนั้นมีเอาไว้เพื่อให้เรามาเรียนหนังสือ ไม่ใช่ทำ student visa เพื่อมาหางานทำ ถ้าใครที่มาด้วย student visa แล้วก็พยายาม push the limit นั้น พี่จอห์นไม่แนะนำนะครับ อย่าทำเลย มันเหนื่อย(ใจ)และสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตมากกว่า
ปกติแล้ว student visa ก็จะมี visa conditions นั่น นี่ โน่น ที่เราต้อง follow โดยเฉพาะชั่วโมงในการเข้าเรียน หรือมีผลการเรียนที่ OK.
ถ้าถือ student visa แล้วไม่ค่อยเข้าเรียน มัวแต่แอบทำงานหาเงิน หรือไม่ก็ผลการเรียนไม่ดี เพราะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากเราไม่เข้าเรียน ทำงานเยอะเกิน หรือมัวแต่ party ก็แล้วแต่ ถ้าทางสถาบันการศึกษาทำหนังสือไล่เราออกแล้วแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น โอกาสที่เราจะรอดหนะยากมาก 99.99% โดนส่งกลับ ต่อให้ appeal กับ MRT ก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะเราเองที่ทำผิด visa conditions ตั้งแต่แรก ส่วนมากคนที่ appeal กับ MRT ก็แค่เพื่อซื้อเวลาเพื่อทำงานอยู่ต่อแค่นั้นเอง เพราะ MRT กว่าจะ process case เราก็เป็นปีหรือ 2 ปี ซึ่งช่วงที่รอก็สามารถทำงานเก็บตังค์ได้
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น พี่จอห์นไม่แนะนำนะครับ ถ้าจะถือวีซ่านักเรียนก็ควรจะเรียนจริงๆ ถ้าอยากหางานทำ ก็ควรเรียนในสาขาที่ทางออสเตรเลียขาดแคลนบุคลากร แล้วค่อยหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง
เข้าใจว่าชีวิตทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมีเงินเป็นกระสอบๆมาเรียนเมืองนอก ถ้ามันเป็นหนทางหรือทางเลือกสุดท้ายอย่างน้อยก็ต้อง follow visa conditions ทุกอย่างอย่างเคร่งครัดนะครับ จะได้ไม่มีปัญหา
Sunday, January 5, 2014
วีซ่าแต่งงาน แฟนไม่ได้ทำงานก็สามารถสปอนเซอร์ทำวีซ่าได้
ไม่ว่าแฟนเรา (เพศเดียวกัน หรือต่างเพศ) ไม่ได้ทำงาน หรือขอเงินจาก Centrelink เค๊าก็สามารถทำเรื่อง sponsor เราขอ PR ได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าแฟนเราอาจจะต้องหาคนมาค้ำประกันว่าเค๊าสามารถดูแลเราเรื่องที่อยู่อาศัย ค่ากินค่าอยู่ได้อย่างต่ำ 2 ปี หลังจากที่เราได้ PR เพราะว่าช่วง 2 ปีแรกเราไม่สามารถขอเงินอะไรจาก Centrelink ได้ สวัสดิการที่ได้ก็คือ Medicare และก็สามารถไปเรียนภาษาอังกฤษฟรี ก็แค่นั่นเอง
ซึ่งจริงๆแล้วสวัสดิการจาก Medicare ก็ดีพอแล้วนะครับ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี
จริงๆแล้วทางรัฐบาลของออสเตรเลียก็อยากให้แฟนเรามีงานทำ หรืองานที่มั่นคงหนะนะ เพราะเค๊าจะได้ดูแลและ support เราได้ในช่วง 2 ปีแรกหลังจากได้รับ PR
แต่เท่าที่ทำ case มาหลายๆ case ถ้าแฟนเราเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ทางอิมมิเกรชั่นก็ไม่มีการเรียกหาคนค้ำประกัน เท่าที่สังเกตุว่าทางอิมมิเกรชั่นมีการเรียกหาคนค้ำประกันก็ต่อเมื่อ ทัังคู่แบบว่ายังเป็นเด็กหน่อมแน๊มอยู่ เรียนด้วยกันทั้งคู่ คนที่เป็นสปอนเซอร์เองก็ยังเป็นเด็ก อะไรประมาณนี้ก็จะมีการเรียกหาคนค้ำประกัน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ต่อให้กินเงิน Centrelink ก็ไม่มีปัญหาอะไร โตแล้วคิดว่ายังไงก็คงไม่พากันอดตาย (เอ๊....หรือว่าไม่แน่.... แต่ที่แน่ๆคือ เท่าที่ทำ case มา มีคนที่กินเงิน Centrelink ก็เยอะแต่ก็ยังไม่มีปัญหาสักราย)
ส่วนคนค้ำประกัน (garantor) ก็เป็นใครก็ได้ สามารถเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อนก็ได้ ทั้งนี้และทั้งนั้นผมก็แนะนำให้ปรึกษาทนายความทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น หรือไม่ก็ registered migration agent นะครับ เค๊าสามารถช่วยท่านได้
Subscribe to:
Posts (Atom)