Thursday, April 7, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย อะไรคือวีซ่าทำงาน อะไรคือวีซ่า subclass 457


หลายๆคนอยากรู้ว่าวีซ่าทำงาน หรือวีซ่า subclass 457 นั้นเป็นยังไงเหรอ มันคืออะไร แตกต่างจากวีซ่าทั่วๆไปยังไง

วีซ่าทำงาน หรือวีซ่า subclass 457 นั้นมีเอาไว้เพื่อให้หายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจจ้างพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศออสเตรเลีย เนื่องด้วยปัญหาขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอาชีพ 

วีซ่าทำงาน หรือวีซ่า subclass 457 นั้นแบ่งออกเป็น 2 streams คือ:

Standard Business Sponsorship (SBS): SBS คือ stream ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันก็คือ เป็น stream สำหรับนายจ้างที่ต้องการจ้างพนักงานมาทำงานในตำแหน่งที่ออสเตรเลียขาดแคลนแรงงาน (link ด้านล่าง) 

ส่วนคุณสมบัติของนายจ้างหรือธุรกิจที่สามารถทำเรื่องสปอนเซอร์พนักงานเพื่อทำวีซ่า subclass 457 เราก็ได้เขียน blog เอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ 

นายจ้างหรือธุรกิจที่ทำ SBS ส่วนมากก็จะเป็นพวกร้านค้าหรือบริษัทเล็กๆพวก SMEs(Small and Medium Enterprises) โดยเฉพาะคนไทยก็จะทำพวกร้านอาหารและร้านนวดกัน

แต่เราก็อยากจะให้คนไทยลองมองและทำอะไรที่มันแตกต่างนิดหนึ่ง จริงๆแล้วมันมีหลายสาขาอาชีพมากเลยที่สามารถทำเรื่องสปอนเซอร์ ทำวีซ่า subclass 457 ได้ ก็ลองดู CSOL ข้างล่างนะครับ อยากให้ลองมองอะไรที่มันแตกต่างกันและมองต่างมุมกันนิดหนึ่ง

Labour Agreements: Labour agreement ก็มีไว้สำหรับบริษัทหรือธุรกิจต่างๆที่ต้องการจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น บริษัทเหมืองแร่ บริษัทเกี่ยวกับพวกเนื้อสัตว์ หรือบางอุตสาหกรรมที่ต้องการและขาดแคลนคนงานเป็นพิเศษ 

Labour agreement, แต่ละบริษัทก็ต้อง draft พวก terms and working conditions เอง ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมี terms & conditions ที่อาจจะแตกต่างกันไป และก็อาจจะไม่เหมือนพวก conventional terms & condition ทั่วๆไป

ข้อตกลงพวกนี้ก็จะเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับบริษัทนั้นๆ

ตำแหน่งและสาขาอาชีพที่ขาดแคลนจะอยู่ใน CSOL (Consolidated Sponsored Occupations List) นะครับ

Wednesday, April 6, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย ต่อวีซ่า offshore


น้อง "F" ทำงานร้านนวดอยู่แถว North Sydney น้องทำวีซ่าทำงาน subclass 457 กับ P’ J

น้องถือวีซ่านักเรียน ติด condition 8534 (ไม่เหมือนกับ 8503 นะครับ) ที่น้องต้องออกไปต่อวีซ่าที่ต่างประเทศ เป็นแบบ offshore

ต่อวีซ่าที่ต่างประเทศ ไม่ต้องต่อที่ไทยที่เดียวนะครับ ขอให้เจ้าตัวอยู่นอกประเทศก็เป็นพอ หรือถ้าตัวเป็นๆยังอยู่ในประเทศ ก็แค่เดินทางออกประเทศ scan passport ผ่าน custom ก็ถือว่าเป็น offshore แล้ว

น้อง F requests เข้ามาว่า อยากให้พี่ J submit case ให้วันพุธ เพราะน้องเชื่อเรื่องดวง โชค ลาภ อะไรของน้องก็ว่าไป 

เอาเถอะ น้องกล้าเสนอ P’ J ก็กล้าสนอง

น้อง F เดินทางออกนอกประเทศวันพุธ พอน้องเข้าไป custom ที่ Sydney airport แค่นั้นแหละระบบคอมพิวเตอร์ มันก็จะให้เราเริ่ม key ข้อมูลอะไรเข้าไป เราก็เริ่มทำ case ให้น้องเขาเลย

ในระหว่างที่อยู่บนฟ้า P’ J ก็ submit case ไปให้น้องแล้วเรียบร้อย ตั่งแต่น้องยังไม่ได้แตะดินเลย

case นี้เรายื่น stage 1 & stage 2 กันที่นี่ onshore, ทั้ง 2 stages ผ่านแล้ว ผ่านฉลุย ไม่มีการเรียกขอเอกสารเพิ่มอะไรใดๆ ก็เป็นอะไรที่ interesting ไปอีกแบบ ที่แบบว่าน้องมี request เข้ามาด้วยว่า ต้องยื่นวันที่ นั่น นี่ โน่น ดูยาม 3 ตา อะไรประมาณนั้น

Monday, April 4, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย เลือก accountant ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

 

เนื่องด้วยหน้าที่การงานที่เราทำอยู่ เราก็ได้ประสานงานกับ accountant หลายๆคนที่เขาเป็น accountant ให้ลูกค้าเรา พวกเจ้าของธุรกิจ และพวกทำ self-sponsorship กัน, visa subclass 457, ENS, RSMS

และก็ประกอบกับเราเองก็ทำธุรกิจอะไรเองด้วย เราก็ได้เห็นนักธุรกิจ หรือพี่ๆน้องๆเจ้าของกิจการมือใหม่ทั้งหลาย

อยากจะบอกให้เป็นความรู้นะครับ ว่า accountant หนะ เราควรจะใช้คนที่เป็น CPA หรือ CA ไม่ใช่แค่พวกที่เรียนจบบัญชีหรือ accounting มาเฉยๆ 

CPA หรือ CA เป็นหน่วยงานที่สอบยากนะ กว่าจะได้เป็น CPA หรือ CA

เพราะเราได้ทำงานกับ accountant บางคนที่ไม่ได้เป็น CPA หรือ CA พอเราเห็นคำถามบางคำถาม เราก็คิดว่า เฮ้ย ไม่ใช่หละ basic basic เขาต้องรู้สิ 

ถ้าใครอยากรู้ว่า accountant ตัวเองเป็น CPA หรือ CA หรือเปล่า ก็เข้าไปดูที่ website ของบริษ้ทเขาสิ หรือดูที่ signature ใน email ว่ามี CPA หรืแ CA หรือเปล่า ถ้าไม่มี เราก็แนะนำให้เปลี่ยน accountant นะครับ เปลี่ยนเถอะรับรองดีกว่ากันเยอะ แพงหน่อย แต่ไม่ปวดหัว

ก็เลือกเอานะครับว่า จะขี่ Lexus หรือ Hyundai

เปลี่ยน accountant ทำง่ายมากเลย ต่อให้เราจะอยู่กับ accountant คนเก่ามากี่ปี กี่ปี ก็เถอะ เราสามารถเปลี่ยนได้ครับ ก็เปลี่ยน accountant ไปอยู่กับคนใหม่ ส่วนเอกสารอะไรของเราที่อยู่กับ accountant คนเดิม ทาง accountant คนใหม่จะทำเรื่องโอนเอกสารกันเอง และตามกฏหมายแล้ว accountant คนเก่า ต้องให้ความร่วมมือในการโอนถ่ายเอกสารอะไรต่างๆ ดังนั้นเราไม่ต้อง worries ว่าข้อมูลจะสูญหาย

เลือก accountant ดี มีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ

ติดตาม idea + ข่าวสารข้อมูลทางอิมมิเกรชั่นของออสเตรเลียได้ที่นี่

และพูดคุยกับ J Migration Team ได้ทาง
Line ID : @nol5702s
inbox, หรือ email

Sunday, April 3, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย ทำไมคนถึงเป็นผี วีซ่าขาดกัน


หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมนะคนถึงต้องกลายเป็นผี ทำไมคนถึงปล่อยให้ตัวเองวีซ่าขาดด้วย ก่อนอื่นก็ต้องบอกก่อนนะครับว่า ชีวิตคนเรามีต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกัน พื้นฐานและฐานะทางครอบครัวและการเงินไม่เหมือนกัน ชีวิตเขาอาจต่างจากชีวิตเรา เราจะเอามาเปรียบเทียบ หรือ compare กันไม่ได้

คนเรามีความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป แต่เรามั่นใจว่า ถ้าคนเหล่านั้นเลือกได้ พวกเขาก็คงจะไม่เลือกที่จะอยู่เป็นพวกวีซ่าขาดกันหรอก พวกเขาก็คงไม่อยากอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ อยู่อย่างหวาดผวา แต่เราก็ได้เขียน blog ไปก่อนหน้านั้นแล้วว่า คนที่วีซ่าขาดนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ

เดี๋ยววันนี้เราขอเขียน blog ที่เป็นวิชาการนิดหนึ่ง ออกแนว academic ว่าทำไมคนที่มาที่ออสเตรเลียถึงปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นพวกไม่มีวีซ่ากัน

คนไทยชอบพูดกันติดปากและเรียกคนที่วีซ่าขาดว่าเป็น "ผี" เราก็ไม่รู้นะว่าใครเป็นคนชั่งริเริ่ม พากันคิด พากันเรียกเหลือเกิน ชั่งสรรค์หาคำจริงๆ คำๆนี้มีใช้กันมานานแล้ว แต่เราขอเลิกใช้คำๆนี้ ณ จุดนี้เป็นต้นไปก็แล้วกัน ขอใช้คำว่า "วีซ่าขาด" แทนก็แล้วกัน เพราะคำว่าผี มันฟังแล้วรู้สึกว่าทำให้เราหมดความเป็นคน ยังไงไม่รู้

ภาษาทางกฏหมายเราเรียกคนที่วีซ่าขาดว่า unlawful non-citizen ซึ่งสาเหตุก็มาจาก 3 ประการใหญ่ๆด้วยกันคือ:

  • overstay; พวกที่อยู่เกินอายุของวีซ่า พวกที่วีซ่าหมดแล้วแต่ไม่ยอมกลับประเทศของตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะคนไทยนะ คนชาติอยู่ก็เยอะแยะ
  • visa has been cancelled; พวกที่วีซ่าถูกยกเลิก ส่วนมากก็เป็นเพราะไม่ทำตามเงื่อนไข หรือ conditions ต่างๆของวีซ่าตัวนั้นๆ
  • visa has been refused; พวกที่ขอวีซ่าตัวใหม่ภายในประเทศ (onshore) แล้ววีซ่าไม่ผ่าน แต่ไม่ยอมกลับประเทศ

เมื่อหลายปีก่อน ทางอิมมิเกรชั่นมีโปรแกรมที่เรียกว่า General Skilled Migrant (GSM) ซึ่งตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Independent Skilled Migrant แล้ว

ก่อน 1 July 2012, GSM สมัยนั้น ต้องทำ point กันที่ 120 points และแต่ละสาขาอาชีพก็มี point ที่แตกต่างกัน

ก่อนปี 2008/2009 สาขาอาชีพยอดฮิตของคนที่ทำ GSM คือ Chef และ Hairdresser เพราะว่าเรียนง่าย ไม่ว่านักเรียนคนไทย คนจีน หรือคนอินเดีย พากันแห่ลงทะเบียนเรียน Commercial Cookery และก็ Hairdressing กันใหญ่

แต่พอได้ PR กันแล้ว ไม่เห็นมีใครไปเป็น chef หรือไปเป็น hairdresser เลย 

คนได้ PR เพราะว่าเรียน Commercial Cookery และก็ Hairdressing กันเยอะแยะมากมาย แต่ว่าออสเตรเลียก็ยังขาดแคลนคนทำงานในสาขาอาชีพนี้อยู่ โดยเฉพาะ chef เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวและร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่นำรายได้เข้าประเทศมาก นั่นเป็นสาเหตุหลักที่รัฐบาลให้ PR กับคนที่เรียน Commercial Cookery (และก็ Hairdressing กัน) แต่ปัญหาการขาดแคลนคนในสาขาอาชีพนี้ก็ยังมีเยอะ เพราะคนพากันเรียน Commercial Cookery และก็ Hairdressing เพื่อที่จะเอา PR เฉยๆ พวกเขาไม่ได้คิดที่จะไปเป็น chef หรือ hairdresser กัน พอได้ PR กัน ก็พากันไปทำอย่างอื่น เพราะว่า PR ไม่ได้มีข้อกำหนดหนิว่า you ต้องเป็น chef นะ หรือ you ต้องเป็น hairdresser นะ 

นี่คือปัญหาและรูรั่วที่ต้องรัฐบาลต้องอุด ดังนั้นปี 2008/2009 รัฐบาลก็เลยมีการประกาศปลดเอาอาชีพ 2 อาชีพนี้ออกจาก GSM list สะเลย แบบว่าให้มันจบๆกันไป

ดังนั้นนักเรียนหลายหมื่นคนก็ถูกลอยแพ และหลายๆหมื่นคนก็เลือกที่จะเป็น พวกวีซ่าขาดกัน เพราะเรียน Commercial Cookery และ Hairdressing จบมาแล้ว ไม่สามารถขอ PR ด้วยโปรแกรมของ GSM ได้และก็ไม่อยากที่จะกลับประเทศด้วย มันก็เลยก่อให้เกิดสึนามิของคนที่ overstay ทันที แต่บอกได้เลยว่า ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนไทยหรือคนไทยที่เป็นกัน คนชาติอื่นก็เป็นกันเยอะแยะ

อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นพวกที่ขอวีซ่ามาเรียนแต่ไม่ได้ตั้งใจมาเรียน ตั้งใจมาทำงานมากกว่า หลายๆคนไม่อยากไปเรียน ไม่อยากเสียค่าเทอม ก็เลือกที่จะยอมให้วีซ่านักเรียนโดนยกเลิกไปเลยก็มีเยอะแยะ บอกตามตรงว่า โดยส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบคนกลุ่มนี้เท่าไหร่ เพราะมันทำให้ระบบ Australian Migration ไขว้เขว แต่ก็อย่างว่าแหละนะ นี่มันคือความคิดเห็นส่วนตัวของเรา คนอื่นเขาก็มีความเห็นส่วนตัวของเขา.... ถูกป๊ะ.... 

แต่เอาเถอะ ก็คิดสะว่า ทางเลือกของใครของมันก็แล้วกัน

นี่ก็เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆที่ทำไมคนถึงวีซ่าขาดกัน จริงๆมันก็มาจากหลายสาเหตุแหละนะ แต่เราขอเอาแค่ 2 สาเหตุนี้ก็แล้วกัน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เราก็อยากจะให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานะแล้วความจำเป็นของคนเหล่านั้น อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เราอยากจะให้คนทั่วๆไปให้โอกาสกับคนเหล่านั้น เพราะบางทีเราเห็นคน post นั่น นี่ โน่น ตาม webboard ต่างๆอ่านแล้วมันหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเอง

อยากจะให้ทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นของพวกเขาเหล่านั้นกัน.... ก็แค่นั้นเอง ไม่ต้องการเห็นใครซ้ำเติมอะไรใคร เพราะมันเป็นอะไรที่ไร้สาระมาก.... ถึงมากที่สุด...

ก็เอาเป็นว่า "คนล้มอย่าข้าม" ก็แล้วกันนะ...