Saturday, June 16, 2018

Partner Visa, วีซ่าคู่รักกับ form 888


เราเคยเขียน blog เรื่องการกรอกฟอร์ม 888 สำหรับ Partner Visa หรือวีซ่าคู่รักไปแล้ว

และเราก็เคยทำเป็น Video clip (หรือ Facebook LiVE ไม่แน่ใจ) ไปแล้วเช่นเดียวกัน

แต่ blog ที่เราจะเขียนวันนี้ เราจะเขียนกันในเรื่องของ ID หรือหลักฐานที่พยานเอามายืนยันว่าเขาเป็น PR หรือ citizen จริง

สำหรับคนที่เป็น citizen ลักฐานก็อาจจะเป็นใบเกิด, หรือไม่ก็ passport หรือ citizenship certificate อะไรก็ว่าไป

สำหรับคนที่เป็น PR หลักฐานก็จะเป็น passport และ visa grant

หลักฐานพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้ JP (หรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใน list ตรงหน้า 1 ของฟอร์ม 888) เซ็นรับรองนะครับ

JP มีหน้าที่แค่เซ็นฟอร์ม 888 ตรงหน้าที่ 4 นะครับ
ส่วนพวกเอกสาร ID หรือหลักฐานยืนยันว่าเราเป็น PR หรือ citizen นั้น เราไม่จำเป็นต้องให้ JP เซ็นเพราะสมัยนี้เรายื่นเอกสาร online กันแล้ว

ถ้าเรายื่นเรื่อง online เราก็สามารถ scan เอกสารพวก ID พวกนี้ได้
ขอให้ scan เป็นสี ชัด ๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

สาเหตุที่เราบอกว่าพยานไม่จำเป็นต้อง JP เซ็นเอกสารพวก ID ก็เพราะว่า ถ้าเราจะเอาเอกสารให้ JP เซ็น ก็แสดงว่าเราก็ต้องถ่ายเอกสาร หรือ photocopy เอกสารมา แล้วให้ JP เซ็น

พอ JP เซ็นแล้วเราก็ต้องมา scan เอกสารอีก
การ scan เอกสารจากตัวสำเนา หรือ photocopy ส่วนมากจะมีปัญหาในเรื่องของความคมชัด หรือ resolution ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าการ scan เอกสารจากตัวจริงจะชัดและดูสะอาดตากว่ากันเยอะ

อีกอย่างมันก็เป็นการลดงานทั้งของพยานและ  JP ลงไปด้วย

และก็ลดการใช้กระดาษ
ลดการตัดต้นไม้ด้วย

เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่ามองข้ามกันนะครับ

เธอไม่คิด... แต่ฉันคิด...

Friday, June 15, 2018

Parent Visa; วีซ่า PR สำหรับคุณพ่อ หรือคุณแม่ แบบจ่ายตังค์และแบบไม่จ่ายตังค์



Parent Visa; วีซ่า PR สำหรับคุณพ่อ หรือคุณแม่ 
แบบจ่ายตังค์และแบบไม่จ่ายตังค์



ช่วงนี้ก็มีหลายคนมากนะครับที่สอบถามเรามามีเรื่องของ Parent Visa 

Parent Visa คือเป็นวีซ่าสำหรับคนที่เป็น PR หรือ citizen ที่ต้องการจะสปอนเซอร์คุณพ่อหรือคุณแม่เพื่อที่จะมาอยู่ที่นี่ เป็นคนถาวร

และก็เราเคย post ไปแล้วนะครับว่า ถ้าเกิดเป็น Parent Visa ธรรมดาปกติโดยที่ไม่จ่ายตังค์ให้กับรัฐบาล คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องรอประมาณ 25-30 ปี

ซึ่งเราก็คิดว่านานเเละก็นานมาก
เเต่ว่าบางคนเขาก็ไม่ mind ที่จะรอ 25-30 ปี

เพราะว่าคุณพ่อหรือคุณแม่บางท่านก็อาจจะมาด้วยวีซ่า ท่องเที่ยวมาเเล้วก็ไม่ติด condition 8503 คุณพ่อหรือคุณแม่ก็สามารขอ Parent Visa เเละก็อยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ เป็น Bridging Visa 

บางคนรอ 25-30 ปีก็อาจจะเสียชีวิตก่อนที่จะได้ PR ก็อาจเป็นได้เ

แต่ว่าบางคนเค้าไม่ mind เพราะว่าเค้าต้องการแค่ที่จะ spend time หรือว่าใช้เวลาอยู่กับลูกหลาน ก็คือการใช้เวลาบั้นปลายชีวิตอยู่กับลูกหลานที่ประเทศออสเตรีย เพราะว่าบางคนอาจจะไม่เหลือใครเเล้วที่เมืองไทย ก็อาจจะเป็นได้

อย่าลืมนะครับว่าสถานการ์ณรึว่า case เเต่ละ case 
เเต่ละคนไม่เหมือนกัน 

บางทีความคิดเห็นของเราอาจจะไม่เหมือนของคนอื่น
เพราะว่าสถานการ์ณของเเต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน

บางที่คนที่เข้ามา comment นั่น นี่ โน่น ก็ไม่ต้องไปคิดเเทนคนอื่นนะครับ

วีซ่าตัวนี้มันอาจจะไม่เหมาะสำหรับ you เเต่มันอาจจะเหมาะสำหรับคนอื่นก็เป็นได้

เเละการที่คนอื่นเขา happy ที่จะจ่ายตังให้กับรัฐบาลเขาอาจจะมีเหตุผลส่วนตัวสำหรับครอบครัวเขา

มันอาจจะไม่ใช่เหตุผลของกับครอบครัวเรา อะไรประมาณนี้

Anyway, Parent Visa มี 2 แบบคือเเบบจ่ายตังค์ และเเบบไม่จ่ายตังค์

บางคนก็บอกเอ๊ะยังไงจ่ายตังค์ กับไม่จ่ายตังค์ค

คือทุกคนต้องจ่ายค่าสมัครวีซ่าอยู่เเล้ว ค่าสมัครวีซ่า มันอยู่ที่ $3,945 

ถ้าเผื่อ you ไม่ต้องการจ่ายตังค์เพิ่มให้กับอิมมิเกรชั่น 

คำว่าจ่ายตังค์เพิ่มให้กับอิมมิเกรชั่นก็คือ คนที่สูงอายุเนี่ยก็จะมีค่าดูเเลรักษาผู้ดูเเลผู้สูงอายุ

ถ้าคนสูงอายุมาเป็น PR ของประเทศออสเตรียอย่าลิมนะครับว่า PR เนี่ยเขาก็ต้องได้ Medicate เขาก็สามารถไปหาหมอฟรี ไปโรงพยาบาลฟรี อะไรประมาณเนี่ย

ดังนั้นถ้าเผื่อรัฐบาลเอาคนสูงอายุเข้ามาในประเทศเยอะ ๆ เนี่ย เเน่นอนมันก็กลายเป็นภาระของรัฐบาล เป็นภาระของคุณหมอที่ต้องคอยมาดูเเลรักษาผู้สูงอายุ

ไม่ได้หมายความว่าเรา anti ผู้สูงอายุนะ

เราเเค่พูดไปตามเนื้อผ้า 

ก็นั่นเเหละถ้าเผื่อใครไม่อยากจ่ายตังค์เพิ่มให้กับรัฐบาลตรงส่วนนี้
ก็จ่ายไป $3,945 

เเล้วก็ตอนที่วีซ่า มันจะออกเนี่ยก็มีจ่ายเพิ่ม เขาเรียกว่าเป็น second instalment ซึ่งก็เเค่ $2,065 รวมกันก็จะเป็น $6,010 

ถ้าเผื่อคุณพ่อคุณเเม่ยังไม่เสียชีวิตก่อน คุณพ่อคุณเเม่ก็อาจจะได้ PR 

อย่าลืมนะครับว่าต้องรอ 25-30 ปี 

อย่างที่บอกว่าบางคนเค้าไม่ mind ที่จะถือ Bridging Visa เเละก็อาจจะไม่ได้ PR เลยก็ได้ เเต่ว่าก็ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับลูกหลาน

นั่นคือแบบเเรกที่ไม่จ่ายตังค์ให้กับอิมมิเกรชั่น 

แบบที่ 2 คือถ้าเผื่อครอบครัวหรือว่าคุณพ่อคุณเเม่ happy ที่จะจ่ายตังค์ให้กับรัฐบาล เพื่อที่เขาจะได้นำเอาเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าบำรุงรักษาดูเเลคนสูงอายุ

เงินตรงส่วนเนี้ยมันก็ $43,600 นะครับ 

$43,600 เนี่ยไม่ต้องจ่ายเลยตอนที่เราสมัคร

ตอนที่เราสมัครเราจ่ายไปเเค่ $3,945 ก็พอ
เเล้วตอนที่เราจะได้ PR ทางอิมมิเกรชั่นก็จะมี invoice มาว่าผู้สมัคร ต้องจ่าย second installment เเล้วนะ

ถ้าคนสมัครจ่าย $43,600 ก็ได้ PR เลย

ดังนั้นก็สำหรับคุณพ่อหรือคุณเเม่ที่ขอ Parent visa แบบที่ 2 

คือเเบบที่จ่ายเงินให้กับรัฐบาล $43,600 ก็จะรอเเค่ 1.5-2 ปีเเค่นั้นเอง

ใครชอบเเบบไหน อะไร ยังไง ก็เลือกเอาในสิ่งที่ตัวเองชอบ
เเละก็คิดว่าเหมาะสมสำหรับครอบครัวของตัวเองนะครับ

ส่วนถ้าครอบครัวไหนไม่พร้อม
หรือว่าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร

เเต่ละครอบครัวมีสถาณการณ์ที่เเตกต่างกัน

ดังนั้นครอบครัวเขา ไม่จำเป็นต้องเหมือนครอบครัวเรา
ครอบครัวเราก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนครอบครัวเขา 

เราในฐานะของคนกลาง เราก็เเค่เอาข้อมูลมานำเสนอเฉย ๆ ส่วนใครจะทำ อะไร ยังไง นั้นมันเป็นเรื่องส่วนบุคคล

ถ้าเพื่อใครสนใจที่จะทำ Parent Visa ก็ติดต่อมาได้นะครับ

ทั้ง 2 แบบ จะเอาแบบ 25-30 ปี
หรือว่าจะเอาได้ PR ภายใน 1.5-2 ปี ก็ได้

Sunday, June 3, 2018

วีซ่าขาดกับ Partner Visa


เดี๋ยวก่อนนะ เราขอบอกไว้ก่อนว่า
ก่อนที่ใครจะ make judement อะไรเกี่ยวกับคนวีซ่าขาด
เราขอเชิญท่านไป make judgement ที่อื่น
ที่ ๆ นี้อาจจะไม่ที่ของคุณ

ชีวิตทุกคนมันมีพลาดพลั้งกันได้
เหมือนการที่คนเราเสียตัวครั้งแรกนั่นแหละ มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้

อดีตผ่านมาแล้ว ให้มันผ่านไป
พรุ่งนี้มันยังมาไม่ถึง
เอาวันนี้ให้รอดกันไปก่อน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เพราะ you อาจจะอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้ก็เป็นได้

วีซ่าขาด ไม่ได้แปลว่าชีวิตเขาต้องขาด
วีซ่าเขาจะขาดด้วยเหตุผลอะไร มันคือเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา

จากสถิติของรัฐบาลออสเตรเลีย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มีวีซ่าขาดมากที่สุดจ๊ะ ดังนั้นกรุณาอย่าดราม่ากันให้มาก

คนที่วีซ่าขาดจะทำให้คนไทยขอวีซ่ายากหรือเปล่านั้น
hmmm... ถ้าคุณสมบัติส่วนตัวของคุณครบ แล้วคุณจะกลัวอะไรหละจ๊ะ

ก็เอาเป็นว่ามันเป็นความคิดเห็นของเราก็แล้วกัน
ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้าก็แล้วกัน

anyway... เริ่มเข้าเรื่องที่จ่าหัวเอาไว้

วีซ่าขาดกับ Partner Visa รู้สึกว่ามันช่างเป็นของคู่กันเสียนี่กระไร
โดยส่วนตัวแล้วเรามองเรื่องวีซ่าขาด เป็นเรื่องเฉย ๆ มาก เราไม่ได้ treat คนที่วีซ่าขาดแตกต่างจากคนอื่น

ตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมี representative ในการดำเนินเรื่องหรือดำเนินการทางด้านกฎหมาย

มันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจ๊ะ
basic humanright

คนที่วีซ่าขาดหลาย ๆ คนเจอคนรักที่นี่
ความรักเป็นสิ่งสวยงามจ๊ะ

make love, not war

คนเขารักกัน เราก็ควรที่จะยินดีกับเขาด้วย (หรือเปล่านะ)
คนที่วีซ่าขาดแล้วจะทำ Partner Visa เหรอ
ก็ไม่ยากนะ
ที่ง่ายที่สุด เราก็แนะนำให้บินออกไปทำเรื่องข้างนอก
แล้วก็รออยู่ข้างนอกก็แค่นั้นเอง
แน่นอน คนที่วีซ่าขาดอาจจะบินกลับเข้ามาที่นี่ไม่ได้จนกว่า Partner Visa จะผ่าน

แต่ Partner Visa ที่ยื่นนอกประเทศ ยื่นแบบ offshore มันรอกันไม่นานนะครับ ไม่เหมือนพวกที่ยื่นภายในประเทศ

แน่นอน หากคนรักเขาคิดถึงกัน
แฟนที่อยู่ที่นี่ก็คงจะเป็นฝ่ายบินไปหาที่เมืองไทย อะไรก็ว่าไป

Partner Visa ของคู่รักที่วีซ่าขาด เราทำมาหลายคู่แล้วจ๊ะ
ผ่านหมดทุกคู่ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง ๆ จ๊ะ

โดยเฉพาะคนที่เป็นคนสปอนเซอร์หลาย ๆ คน stress เหลือเกิน นั่น นี่ โน่น

กลัวแฟนจะไม่ได้กลับมา
โถ คงไม่อยากนอนคนเดียว เปล่าเปลี่ยวอุรา

ดังนั้นเราอยากจะให้คนที่วีซ่าขาด รวมไปถึงแฟนของเขาด้วย
ไม่ต้อง stress
It's not the end of the world.

แยกกันอยู่แป๊บเดียว
อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
กินคราวนี้ คงจะได้กินกันนาน ๆ เลยแหละ

เราขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่วีซ่าขาดทั้งหลาย และแฟนของเขา
ดำเนินชีวิตไปตามปรกติ
เก็บเอกสารของพวกเธอไป
พร้อมเมื่อไหร่ ก็ทักมา

ข้อมูลของลูกค้าของทุกคนถือว่าเป็นความลับจ๊ะ
Privacy law

LINE: @JMigrationTeam  (มี @ ข้างหน้าด้วย)
IG: @JMigrationTeam
Snapchat: @JMigrationTeam

SMS: +61 412470969

ขอโทษ


“ขอโทษ”

ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเรายังเยาว์วัยและด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดเกี่ยวกับการ dealing กับคน
คิดว่าน่าจะปี 2016 (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
บุคคลท่านหนึ่ง ได้ส่ง LINE เข้ามาถาม นั่น นี่ โน่น
(เขาเป็นคนจังหวัดพะเยานะ คิดว่า)

เราไม่ได้ตอบ หรือเราตอบช้านี่แหละ เราจำไม่ได้แล้ว
แล้วเขาก็ post something เข้ามาทวงอีกรอบ
เราได้ทำในสิ่งที่เราไม่ควรทำคือ
เรา post ไปว่า “ให้เขาไปเห่าที่อื่น”

ใช่จ๊ะ เรา post ไปอย่างนั้นจริง ๆ

อาจจะด้วยวัยที่คึกคะนอง ณ ตอนนั้น
อาจจะด้วยมารยาทที่เราไม่ค่อยมี ณ ตอนนั้น
อาจจะด้วยความความโมโหหรืออารมณ์ที่ไม่น่ารักของเรา ณ ตอนนั้น

สถานการณ์แบบนี้เราผิดเต็มประตู 110%
เรายอมรับ
เราไม่มีข้อแก้ตัวอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ตอนนั้น “J” ผู้ไง่เขลาคนนี้ เขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น
เขารู้ว่าแต่เขาอารมณ์เดือด ณ ตอนนั้น
“J” ผู้ไง่เขลาคนนี้  ก็ทำงานของเขาต่อ 2017, 2018 อะไรก็ว่าไป

โถ.. เราช่างโง่เขลาอะไรเช่นนี้

มารู้ตัวอีกที เราคงไปสร้างบาดแผลในใจของเขาคนนั้นไว้ลึกเหมือนกัน
เรารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เราได้พลาดพลั้งลงไป
เรากราบขอโทษกับสิ่งที่เราได้ทำหรือ post อะไรลงไป

ชีวิตจริง มันไม่มี time machine ที่จะย้อนเวลากลับไปได้
แต่บาดแผลในใจของเขาคนนั้น มันก็คงเป็นตราบาปของเราไป
เรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่เราได้ทำอะไรลงไป
post นี้เขาคนนั้นจะได้ด้เห็น จะได้อ่านหรือเปล่าเราไม่รู้
เพราะเราอาจจะ block เขาไปแล้ว (หรือเปล่านะ)

เราทำอะไรลงไปนะ
ไม่น่าเลย

ประสบการณ์ทุกสิ่งอย่างในชีวิต
มันช่างเป็นครูที่ดีเสียนี่กระไร
เราก็ได้แต่ถามตัวเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ทุกคนที่ไม่ต้องเป็นห่วงเรานะครับ
เราไม่ได้เป็นอะไร เราก็ยังใช้ชีวิตของเราไปตามปรกติ
แต่เราก็คิดว่า ภารกิจนี้มันเป็นอะไรที่จะต้องทำ
เพื่อเราจะได้ move on กับชีวิตของเราต่อไป

เราคิดว่าปี 2018 เราจัดการอะไรต่าง ๆ ได้
เราคิดว่าตอนนี้จิตเรานิ่งพอแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงจ๊ะ… :)

ก็แค่อยากจะออกมาขอโทษ
ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่ามันอาจจะสายไปแล้ว
แต่ก็ไม่เป็นไร... ขอให้เราได้ทำ

เพียงแค่นี้ก็สุขใจแล้ว...

จาก “J” ผู้โง่เขลา