Monday, December 12, 2022

สุ่มปัดตก


อิมมิเกรชั่นประเทศออสเตรเลีย ไม่มีการ "สุ่มปัดตก" ครับ

การที่เราวีซ่าไม่ผ่าน ก็แสดงว่าคุณสมบัติเราไม่ครบ ก็แน่นั้นเอง

ไม่มีการสุ่มปัดตกแน่นอน

ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน เราก็สามารถยื่นเรื่องได้ใหม่เลยทันทีนะครับ ไม่ต้องรอ แต่คำถามคือ "คุณสมบัติเราครบหรือเปล่า" "เอกสารเราครบหรือเปล่า"

บางทีเราก็ต้องไม่โกหกตัวเองนะครับ

หลาย ๆ คนชอบโทษคนทั้งโลก ยกเว้นโทษตัวเอง


ประเทศเปิดแล้ว หลาย ๆ คนก็อยากจะขอวีซ่ากัน

แต่เราก็ต้องศึกษาด้วยว่าวีซ่าตัวไหน เป็นอะไรยังไง ส่วนมากที่เห็นปฏิเสธกันคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่านักเรียน

ประเทศออสเตรเลียยินดีต้อนรับทุกคนครับ ถ้าคุณสมบัติในการขอวีซ่าเราครบ


Note: ไม่เกี่ยวอะไรกับ "J Migration Team" แค่ผ่านไปเห็นข้อความต่าง ๆ ใน Internet

Friday, December 9, 2022

หมดหน้าตัก


เป็นกำลังให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ "ครอบครัว J" ทุกคนที่ก้าวออกมาจาก comfort zone ของตัวเอง


ลูกค้าเรา "ครอบครัว J" หลาย ๆ คนออกมาเปิดกิจการ
ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง
บ้างก็ร้านอาหาร
บ้างก็ cafe
บ้างก็ร้านนวด
บ้างก็บริษัทรับทำความสะอาด
บ้างก็บริษัทรับทำสกรีนเสื้อผ้า
บ้างก็ออกมาเปิดธุรกิจอยู่เมืองรอบนอก ในเขต regional area เพื่อที่จะทำวีซ่า subclass 491

หลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ ธุรกิจ เราได้ช่วยตั้งชื่อร้าน และเราก็เลือกใช้บริการและอุดหนุนคนใน "ครอบรัว J" ของเรา

เรือล่มในหนอง เงินทองจะไปไหน

หลาย ๆ คนเราช่วยดัน ช่วย promote ในสื่อส่วนตัวและ page ส่วนตัวจนคนคิดว่าเราเป็นหุ้นส่วนก็มี

เปล่าจ๊ะ เราทำให้ด้วยใจ ทำให้กันฟรี ๆ ส่วนที่เราไม่ได้ออกมาบอกว่าเราไม่ใช่หุ้นส่วนนะ นั่น นี่ โน่น คือมันไม่จำเป็นที่จะต้องบอกใคร และก็ "It's none of your business" ก็ปล่อยให้มันเป็นปริศนาต่อไป :)

ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ก็แค่อยากจะบอกว่า เราเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับ
ช่วงแรก ๆ จะยากเสมอ
เราเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน
ตัวเราเองเคยต้องใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟของธุรกิจมาก่อน หมุนเงินไม่ทัน เราผ่านตรงจุดนั้นมาแล้วครับ บันเทิงมากช่วงนั้น ในวัยละอ่อน

ตัวเราเองก็ผันตัวจากหนุ่มน้อยเด็ก IT; Java Programmer มาเป็นเจ้าของธุรกิจ บอกได้เลยว่าคุ้มมาก

เราเป็นพนักงาน ต่อให้เงินเดือนเยอะแค่ไหน มันก็มีเพดานของมันครับ
สำหรับเราแล้ว "Job" = Just Over Broke

การทำธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ รายได้มันไม่มีเพดาน แต่ก็จะยากหน่อยในช่วงแรก ๆ 
ดังนั้นอย่าท้อ
"ท้อ" มีไว้ให้ลิงถือ

การทำธุรกิจของตัวเอง
ไม่เจ๊ง ก็กำไร หรือไม่ก็อยู่ตัว
แต่ต่อให้เรา fail
เราก็ faill forward
Pick yourself up แล้วเดินต่อ
ล้มเหรอ ไม่มีปัญหาครับ
ปัดเข่า เลียแผลแล้วเดินต่อ

เหนื่อยได้
ท้อได้
พักได้
แต่อย่าหยุด

เราขอเป็นกำลังใจให้กับ "ครอบครัว J" ทุกคนที่ย่างก้าวออกมาจาก comform zone ของตัวเอง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทุกอย่าง "ดี" เสมอ

ล้ม ลุก เรียนรู้ กันนะครับทุกคน :)

เมื่อเราเทหมดหน้าตัก
ทำงานด้วยความสุจริต
ไม่โกหก
ทุกอย่างต้องออกมาดี

หัดเดิน ก่อนที่จะวิ่ง

ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะออกมาทำอะไรเป็นของตัวเอง ก็ไม่เป็นไร เก็บหอมรอมริบของเราก่อน เวลามันจะมาของมันเอง (แต่ก็อย่าช้ามากหละ)

ตัวเราเองกว่าจะถึงจุดนี้ได้ ก็รูดบัตรเครดิต หมุนเงินเป็นว่าเล่นเหมือนกัน แต่เมื่อถึงที่หมาย วิวด้านบนมันสวยงามเสมอ

อยู่ข้างบนแล้วหนาว
ก็ยังดีกว่าอยู่ข้างล่างแล้วเร่าร้อน

หาตัวเองให้เจอ
ปักธง แล้วไปให้ถึงเป้าหมาย ช้าบ้าง เร็วบ้าง ไม่เป็นไร 
แต่ก็ดีกว่าย่ำอยู่กับที่แน่นอน

ทำอะไรเดิม ๆ 
ผลลัพธ์ก็จะเดิม ๆ นะครับ

ไม่ต้องกลัวที่จะต้องออกมาจาก comfort-zone

ส่วนใครที่อยู่ใน "inner-circle" ของ P' J
ให้จำไว้เสมอ
You are not alone.
I'm here to help.
I am just 1 click away (or WhatsApp)

...รัก...

Copyright: ถ้าจะแชร์ แชร์จากต้นโพสต์เท่านั้น,  ไม่ copy & paste, ไม่ screen capture

Tuesday, December 6, 2022

เพื่อนที่ไม่ค่อยดี; Fiji

ณ กาลครั้งหนึ่ง P' J ทำงานในองค์กรของรัฐบาลที่นี่ ทำ full-time ด้วย ตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำ "J Migration Team" เพิ่งเริ่มเตาะแตะ ทำคนเดียว ไม่มีทีมงาน เอาง่าย ๆ ก็คือทำเป็น sideline job

P' J เคยรับราชการที่นี่มาก่อนจ๊ะ
ตอนนี้ก็ยังรักษาตำแหน่งอยู่ (กว่าจะเรียนจบ กว่าจะได้ตำแหน่งมาก) เหลืออีก 2 ปีก่อนที่เค๊าจะปลด P' J ออกจากระบบ

สถานที่ทำงานแห่งนั้น ก็เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานฝรั่งหรือไม่ก็พวก ABC (Australian Born Chinese) 

สถานที่ทำงานในองค์กรรัฐบาลค่อนข้างแตกต่างจากสถานที่ทำงานในบริษัทเอกชน เพื่อนร่วมงาน 99.99% ค่อนข้างจะ family oriented, เลิกงาน-กลับบ้าน และทุกคนมีชีวิตส่วนตัวของใครมัน 

Carpark ที่ที่ทำงานะโล่งภายใน 5 นาทีหลังจากที่เลิกงาน

กับองค์กรแบบนี้ มิตรแท้นั้นหายาก หรือแทบจะไม่มี เพราะทุกคนมีโลกส่วนตัวนอกเหนือจากสถานที่การทำงาน บางคนทำงานด้วยกันมา 20 ปี เพื่อนร่วมงานยังไม่เคยเจอหน้าสามีหรือภรรยาของเพื่อนที่ทำงานเลยก็มี

ประสบการณ์ชีวิตทำงานในองค์กรต่าง ๆ ถ้าจะเล่านะ
เล่าทั้งวันก็ไม่หมด

ในองค์กรใหญ่ ๆ แบบนี้ ความเย็นชาและชาเย็นต่อเพื่อนร่วมงานมันมีอยู่แล้วหละ กับเปลือกนอกที่ดู friendly ตามสไตล์ฝรั่งที่นี่ที่ต้อง say hi, hello ตามมารยาท แต่บอกได้เลยว่า "It means nothing"

ในความชาเย็นและเย็นชา เราก็ยังพอหามิตรแท้อยู่บ้าง
เรามีเพื่อนร่วมงานจาก department หนึ่ง คืองงมากทำเราทำงานกันละ department แต่ก็ดันไปสนิทกันอีท่าไหนไม่รู้ อาจเป็นเพราะตอนนั้นเราเด็กมาก ทำงานเงอะ ๆ งะ ๆ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น ครั้นจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานใน department เดียวกัน โอ๊ยยยยยย หัวจะปวด มีแต่คนแก่ ๆ พูดกันคนละภาษา คนละ generation ดูเหมือนหลาย ๆ คนก็เช้าชามเย็นชามรอเกษียณ เจอมาหมดแล้วจ๊ะ ชีวิตการทำงานในองค์กรที่นี่ 

ในองค์กรรัฐบาล การเลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่งค่อนข้างยาก เพราะตำแหน่งมีจำกัด ดังนั้นการแทงข้างหลังกัน การเลื่อยขาโต๊ะ มันมีให้เห็นทุกวันครับ เรื่องปกติมาก

ในความเวอร์วังขององค์กรใหญ่แบบนี้
เราก็ได้มิตรแท้มา 1 คน (แค่ 1 คนจริง ๆ ขุ่นพระ)
เราน่าจะเป็น JP (Justice of the Peace) คนเดียวในองค์กรนี้ เราก็เลยได้มีโอกาสเซ็นเอกสารทางราชการ และพวก legal documents อะไรหลาย ๆ อย่างให้กับเพื่อนร่วมงาน และก็เซ็นให้กับเพื่อนร่วมงานคนนี้ด้วย เราก็เลยมีเรื่องราว confidential หลายอย่างที่เราคุยกัน ความสนิทมันก็ค่อย ๆ เริ่มขึ้น

OK แหละ เรามารับตำแหน่งชั่วคราวที่นี่แค่ 1 ปี ก่อนที่จะย้ายไปรับตำแหน่งและบรรจุเป็นข้าราชการถาวร (permanent full-time) ที่อื่น เราก็ยังทำงานที่กระทรวงเดิม แค่เปลี่ยนสถานที่ทำงานแค่นั้นเอง

เพื่อนที่ทำงานเก่าคนนี้เป็นชาว Fiji 
เขาก็เป็น Austraian citizen แหละ ขอวีซ่าด้วย Skilled Independent Visa
เพื่อนเราเป็นลูกชายคนเดียว อยากจะทำเรื่องสปอนเซอร์ให้กับคุณแม่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะสมันก่อนโน้น เพื่อนก็ไม่ได้มีความรู้ว่าจะต้องทำอะไร ยังไง เพราะคุณแม่อายุก็เลยการขอ Skilled Independnt Visa ไปแล้ว

เราเรียกคุณแม่ของเพื่อนว่า mom เพราะเราค่อนข้างสนิทกัน

mom ไม่ qualify ที่จะขอ Skilled Independent Visa เพราะ mom อายุเยอะแล้ว ถึงแม้ mom จะเป็นพยาบาล Registered Nurse ก็เถอะ

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเพื่อนเราไม่ทำ Parent Visa ให้ mom ไปเลยเพราะเพื่อนเราคือลูกชายคนเดียวของ mom ตอนนั้นอาจจะยังไม่พร้อมเรื่องการเงิน หรืออาจจะยังไม่มีที่ปรึกษาทางด้านวีซ่าที่ถูกต้องก็ได้ อันนี้เราก็ไม่กล้าระราบระล้วง

mom ก็เลยทำเรื่องจาก Fiji แล้ว migrates ไปที่ New Zealand พอ mom ได้ New Zealand citizenship, mom ก็ย้ายมาอยู่ที่ Autralia กับลูกชาย

ถ้าไปทางตรงไม่ได้ ก็ไปทางอ้อมนะครับทุกค๊นนนนนนนน

Mom สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียได้ ตราบจนชีวิตจะหาไม่ เพรา mom ถือ New Zealand passport แต่มันก็มีข้อจำกัดอะไรหลาย ๆ อย่าง หลายปีผ่านไป เมื่อเพื่อนเราการเงินพร้อม และอะไรหลาย ๆ อย่าง เพื่อนเราบอกว่าอยากจะขอ PR ให้ mom, Aged Parent Visa (contributory) และก็อยากจะขอ Australian citizenship ให้ mom ด้วย

ด้วยความที่เราก็เพื่อนที่ไม่ค่อยดีนัก
นี่แหละความสนิทสนม บางทีมันก็ "อะไร ยังไง ก็ได้"

เพื่อน WhatsApp ช่วงปีใหม่มาคุยเรื่องของคุณแม่ เราก็แค่บอกไปว่า "ได้ ๆ เดี๋ยวค่อยว่ากัน" (I hate myself sometime)

Sunday, December 4, 2022

ชีวิตออสเตรเลีย: ปิดเทอม เด็ก ๆ หางานพิเศษกัน



เมื่อวาน; Sat 03 Dec 2022, P' J นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ที่ cafe แห่งหนึ่ง

ช่วงนี้ที่ NSW ยังไม่ปิดเทอม แต่ทุก ๆ โรงเรียนก็สอบเสร็จกันหมดแล้ว 2-3 อาทิตย์ที่เหลือที่แค่เป็นกิจกรรมปลายปี หรือกิจกรรมปลายภาค ไม่ค่อยมีอะไรซีเรียสมาก

เมื่อวาน ในขณะที่ P' J นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ที่ cafe
ภาพที่ P' J เห็นคือเด็กน้อย (น่าจะ high school) เดินถือ resume เดินมากับคุณพ่อ แล้วเดินเข้าร้านค้าและ cafe ในระแวกนั้น เพื่อ drop resume เอาไว้

มันเป็นภาพที่สวยงาม
มันเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ ที่เด็ก ๆ หางาน part-time กัน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม โดยเฉพาะช่วง Christmas เพราะร้านค้าต่าง ๆ ต้องการพนักงานชั่วคราวในช่วงที่ retail industry ค่อนข้าง busy ช่วงนี้

ซึ่งเราคิดว่าภาพเหล่านี้คงหาดูได้ไม่ง่ายนักในเมืองไทย (เดาเอา)

และที่ทำให้หัวใจพองฟูไปกว่านั้นก็คือ หนูน้อยมากับคุณพ่อด้วย มันเป็นภาพที่น่ารัก เป็นภาพที่สวยงามที่คุณพ่อมาเดินกับหนูน้อย เข้าร้านนั้นออกร้านนี้เพื่อ drop resume ให้กับร้าน retail ต่าง ๆ 

มีเรื่องหัวใจพองโต ก็แค่อยากมาบอกเล่าเก่าสิบ
ก็แค่นั้นเอง

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่สวยงามครับ
เปิดกว้าง เปิดรับสำหรับทุก ๆ คนที่คุณสมบัติครบ
ศึกษารู้เท่าทัน
เคารพกฎระเบียบของประเทศที่เราอยู่นะครับ ไม่ซิกแซกมาก ไม่แหกกฎมาก มันทำให้สังคมนี้น่าอยู่