Sunday, January 31, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย เป็นผี วีซ่าขาด ทำยังไงจะไม่ให้โดนแบน


ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่กว้างใหญ่และสวยงาม หลายๆคนที่ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ก็หลงใหลในบรรยากาศและโอกาสในชีวิต อะไรต่างๆนาๆ ก็อาจจะมีบ้างที่บางท่าน บางคนพอได้วีซ่ามาอยู่หรือมาเที่ยวชั่วคราวแล้ว พอวีซ่าหมด หรือต่อวีซ่าไม่ได้ หรือวีซ่าโดนยกเลิก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เลือกที่จะไม่กลับเมืองไทย เลือกที่จะอยู่ต่อแบบผิดกฏหมาย ถ้าเป็นคนไทย เราก็เรียกกันง่ายๆว่าอยู่เป็นผี หรือวีซ่าขาด ซึ่งภาษาทางกฏหมายเราก็เรียกกันว่า unlawful non-citizen

การที่คนเราอยู่แบบผิดกฏหมาย อยู่เป็นผีที่นี่ ทางเลือกในการขอวีซ่ามันก็มีจำกัด ดังที่เราได้เคยเขียนมาแล้ว แต่จริงๆแล้วมันก็มีวีซ่าอีกประเภทหนึ่งที่คนอยู่ผิดกฏหมาย หากมีคุณสมบัติครบ ทางอิมมิเกรชั่นเองก็มีการยกเว้น ให้คนเหล่านั้น สามารถขอวีซ่าได้ แต่เราไม่ขอนำมาเขียนไว้ที่นี่ก็แล้วกัน เพราะเรื่องที่เราอยากเขียนวันนี้คือ การที่เราอยู่เป็นผี วีซ่าขาด ถ้าเรากลับเมืองไทยไปแล้ว ทำยังไงจะไม่ให้โดนแบน หรือห้ามเข้าประเทศ

เราเคยแนะนำก่อนหน้านี้ว่า สำหรับคนที่อยู่เป็นผี หากวันหนึ่งอิ่มตัวแล้วกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่และพร้อมที่จะกลับเมืองไทย การเดินทางกลับประเทศก็ไม่ควรที่จะกลับไปแบบง่าย โดยการซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว เดินทางไปที่สนามบินเลย เพราะอาจจะโดนกักตัวและสัมภาษณ์เสียเวลา ปกติแล้วเราก็ควรที่จะทำเรื่องขอ Bridging Visa E ก่อน ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เพราะยังไงเสีย Briding Visa E ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร

การที่เราอยู่เป็นผี แล้วเดินทางออกนอกประเทศ ไม่ว่าจะด้วยการเดินทางออกไปเฉยๆโดยที่ไม่มี Bridging Visa E หรือคนที่ต้องการจัดการชีวิตตัวเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยการไปขอ Bridging Visa E ก่อน แล้วค่อยเดินทางออก จะยังไงก็ตามแต่ การเดินทางออกไปแบบนี้ ทั้งด้วยการเดินทางออกไปด้วย Bridging Visa E หรือไม่มี Bridging Visa E ก็ตาม เราจะถูกห้ามเข้าประเทศอีก 3 ปี

แล้วถ้าเราไม่อยากถูกห้ามเข้าประเทศหละ เราควรจะทำยังไงดี
  1. เราไม่ควรเดินทางออกนอกประเทศโดยที่ไม่มีวีซ่า มีหลายคนที่ชอบแค่ซื้อตั๋ว แล้วก็เดินทางไปสนามบินเลย
  2. เราไม่ควรเดินทางออกนอกประเทศด้วย Bridging Visa E
หลายคนอาจสงสัยว่าเอ๊ะ ใหนบอกว่าคนที่อยู่เป็นผี ควรจะขอ Bridging Visa E ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศ

ถูกต้องครับ คนที่อยู่เป็นผี ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศควรที่จะขอ Bridging Visa E ก่อนที่เดินทางออกไป เราไม่ควรที่จะเดินดุ่มๆไปที่สนามบินเลย แต่พวกที่เดินดุ่มๆไปที่สนามบิน และพวกที่เดินทางออกด้วย Bridging Visa E ก็จะโดนห้ามเข้าประเทศอีก 3 ปีด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเราก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกประเทศแบบนี้

เราก็จำเป็นที่จะต้องเดินทางออกนอกประเทศด้วยวีซ่าตัวอื่นที่ไม่ใช่ Bridging Visa E ซึ่งมันก็พอมีวิธี หากเราพอใจที่จะทำเรื่อง "บางสิ่งบางอย่าง" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "วีซ่าอะไรอีกตัวหนึ่ง" แล้วมีระยะเวลาให้เราเดินทางออกได้ ภายใน 28 วัน

เนื่องด้วยเราเดินทางออกนอกประเทศด้วย "วีซ่าอะไรอีกตัวหนึ่ง" ที่ไม่ใช่ Bridging Visa E เราก็จะไม่โดนห้ามเข้าประเทศ 3 ปี 

ส่วนเราจะกลับเข้ามาอีกหรือเปล่านั้น นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง เพราะวันนี้เราจะ focus เฉพาะเรื่องการโดนห้ามเข้าประเทศเท่านั้น

ส่วนเรื่องการทำเรื่อง "บางสิ่งบางอย่าง" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "วีซ่าอะไรอีกตัวหนึ่ง" นั้นเราไม่ขอนำมาเขียนก็แล้วกัน เดี๋ยวชีวิตคนเรามันจะง่ายเกินไป มันจะไม่เห็นความยากลำบากของชีวิต...

เพระว่าอะไรที่มันได้มากันง่ายๆ มันก็ไม่เห็นคุณค่ากัน...

Monday, January 25, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย เป็นผี วีซ่าขาด ขอวีซ่าอะไรได้มั่ง


สำหรับคนที่เป็นผี วีซ่าขาด นี่คือรายชื่อของวีซ่า subclass ต่างๆที่เราสามารถสมัครได้:

– Special Eligibility (residence)
– Child (residence)
– Partner (temporary)
– Partner (residence)
– Protection (ถ้ายังไม่เคยสมัครมาก่อน)
– Medical treatment (visitor)
– Territorial asylum (residence)
– Border (temporary)
– Special category (temporary)
– Bridging A
– Bridging B
– Bridging C
– Bridging D
– Bridging E

อย่างที่บอกเอาไว้นะครับ นี่คือรายชื่อของวีซ่า subclass ที่คนเป็นผี หรือวีซ่าขาดสามารถสมัครได้ แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น แต่ละ subclass จะมี requirement ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องดูกันไปเป็น case-by-case

นอกจากวีซ่าจากรายการด้านบนแล้ว มันก็ยังมีวีซ่าบางจำพวก ที่คนเป็นผี หรือวีซ่าขาดสามารถสมัครได้เช่นเดียวกัน แต่เราจะไม่ขอนำมาเสนอก็แล้วกัน เพราะวีซ่าประเภทนี้ เราต้องดูคุณสมบัติอะไรอีกหลายๆอย่าง

เราขอบอกเฉพาะคนที่เป็นลูกค้าเราเท่านั้น...

Sunday, January 24, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย เป็นผี วีซ่าขาด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด


เป็นผี วีซ่าขาด ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ไม่ต้องอยู่เป็นเบี้ยล่างของใคร ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาข่มขู่ รีดไถ หรือทำให้ความเป็นมนุษย์ของเรามันถดถอยน้อยลงไป

แนะนำให้คนที่เป็นผี พวกวีซ่าขาด ให้ดำเนินชีวิตไปตามปกติเหมือนคนอื่นๆโดยทั่วไป เพียงแต่ว่าเราทำงานไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง... ตรงนี้มันไม่มีทางเลือกจริงๆ

สาเหตุที่เราบอกว่าคนที่เป็นผี วีซ่าขาด ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหวาดระแวงนั้นก็เพราะว่า
  • ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีการถดถอย Global Financial Crisis (GFC) ในช่วงรัฐบาลของ Kevin Rudd, รัฐบาลชุดนั้นได้มีการลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวนพนักงานข้าราชการของกระทรวงอิมมิเกรชั่นไป 10% ซึ่งก็ถือว่าเยอะมาก หลังจากนั้นเป็นต้นมา การที่อิมมิเกรชั่นจะออกไปตรวจจับคนที่วีซ่าขาดนั้นแทบจะไม่มีเลย เพราะว่าทางอิมมิเกรชั่นเองก็ขาดบุคากรทางด้านนี้
  • ทางอิมมิเกรชั่นเองตอนนี้ จะออกจับกุมพวกที่เป็นผี วีซ่าขาด ก็ต่อเมื่อมีคนแจ้งข้อมูลเข้ามาเท่านั้น อิมมิเกรชั่น จะไม่แบบว่า จู่ๆก็มาเคาะประตูหน้าบ้านเรา ไม่ใช่นะครับ คือต้องมีคนแจ้งข้อมูลเข้าไป
  • ดังนั้นถ้าเราใช้ชีวิตไปตามปกติ เราไม่ได้ไปเหยียบหางใคร คิดว่าคงจะไม่มีใครมาคิดร้ายอะไรกับเรา เราก็ไม่ควรที่จะตื่นเต้น หรือนอนหวาดผวาไปสะทุกคืน เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคจิตกันพอดี (เอ๊ะ..... หรือว่าเป็นไปแล้ว!!!)

ทนายความหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์ทุกคน มีหน้าที่ที่จะให้ความช่วยเหลือและปกป้องทุกคนที่เข้ามาปรึกษา เพราะว่านั่นมันเป็น code of conduct ที่พวกเราต้องทำตาม เพราะถ้าไม่ทำตาม นั่นก็หมายถึงว่าใบประกอบวิชาชีพ license เราอาจจะโดนยึดได้ ดังนั้นการที่คนเราเป็นผี วีซ่าขาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหวาดผวาหรือกลัวว่า เวลาไปปรึกษาทนายความหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์แล้ว เราจะมีการแจ้งจับ

ผิดครับ ตรงกันข้าม เราปกป้อง ให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือต่างหากหละ

เราเองก็ขอประณามคนที่คอยกดขี่ข่มเหงคนที่เป็นผี วีซ่าขาด

การกดกี่ข่มขู่ และเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำอะไรต่อไปในชีวิตก็คงไม่เจริญหรอก 

คิดใหม่ กลับตัว กลับใจ สังคมจะให้อภัยมั๊ย เราไม่รู้ แต่เราหนะคงไม่ เพราะเราไม่ชอบ...

สถานการณ์ชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง ให้ที่กับคนอื่น ที่ให้เขาได้ยืน ได้หายใจบ้าง ถ้าคนเรามันเลือกได้ เราก็คิดว่าเขาคงไม่อยากมาเป็นผี วีซ่าขาด กันหรอก

ปัญหาทุกอย่างมันต้องมีทางออกสิ... ขอให้เรารู้เรื่องกฏหมายบ้าง รู้การเปลี่ยนแปลง และการผลันเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล 

ถ้ามัวแต่จับกลุ่มคุยกันแบบแม่บ้านๆ คำตอบที่ได้ก็จะได้แบบแม่บ้านๆ 

เอ๊ะ.... เป็นแม่บ้านแล้วมันผิดตรงใหน
ไม่ผิดจ๊ะ แต่ก็คุยกันเรื่องแม่บ้านๆ หนะดีแล้ว แบบว่า ไปกินข้าวที่ใหน ดูทีวีรายการอะไร จะบินแล้วนะค่ะ เที่ยวบินใหน ทักมาได้ อะไรประมาณนี้ ไม่ต้องคุยเรื่องกฎหมาย!!!

Saturday, January 23, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย วีซ่า subclass 457 แต่ละ stage


อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้แล้วว่า การสมัครวีซ่า subclass 457 นั้นมี 3 ขั้นตอน 3 stages:

- Stage 1: Standard Business Sponsorship (SBS)
- Stage 2: Nomination
- Stage 3: Visa Application


แต่ละขั้นตอนมีความยากและความง่ายที่แตกต่างกัน ดังที่ได้เขียนเอาไว้ใน blog นี้แล้ว

แต่ละขั้นตอนก็มีระยะเวลาในการพิจารณาที่แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน แต่ที่แน่ๆคือ
  • ถ้า stage 1 (SBS) ไม่ผ่าน, stage 2 และ stage 3 ก็จะไม่ผ่านไปด้วย
  • ถ้า stage 1 ผ่าน, แต่ stage 2 ไม่ผ่าน, stage 3 ก็จะไม่ผ่านอยู่ดี
  • การที่คนสมัครจะได้วีซ่า subclass 457 การสมัครทุกขั้นตอน ต้องผ่านหมด
ดังนั้นถ้าหากใครไม่รีบมาก วีซ่ายังไม่หมดง่าย เราก็แนะนำให้สมัครไปทีละ stage, อาจจะช้าหน่อย แต่ก็ sure กว่ากันเยอะ เพราะว่าถ้า เกิด stage 1 หรือ stage 2 ไม่ผ่าน เป็นการยากมากที่เราจะขอค่าสมัครคืนจากอิมมิเกรชั่น

ตรงกันข้าม หากคนใหนวีซ่าใกล้จะหมด ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็สามารถยื่นเรื่องเข้าไปทั้ง 3 ขั้นตอนได้เลยพร้อมๆกัน แต่ก็อยากจะให้ระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไม่ผ่าน ขั้นตอนสุดท้าย stage 3 ก็จะพลอยไม่ผ่านไปด้วย แต่ถ้ายื่น onshore เราก็สามารถอุทรณ์ได้ตามปกติ แต่ก็เสียเวลา เสียตังค์และที่แน่ๆคือเสียความรู้สึก

ถ้าไปเป็นได้ ก็แนะนำให้ทุกคน ดำเนินเรื่องเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ทำขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 รอเอาไว้เลย จะได้ไม่ยุ่งยากทีหลัง

ถ้าเรามีเวลาพอ หรือไม่รีบมากนัก ถ้าเราสามารถสมัครไปทีละ stage แบบนี้ เราก็จะ safe ตัวเราเองได้ดีกว่า...