Thursday, January 14, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย ค่าแรงขึ้นต่ำของวีซ่า subclass 457; Temporary Skilled Migration Income Threshold (TSMIT)


การทำงานที่ประเทศออสเตรเลียทุกสาขาอาชีพจะมีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ชัดเจน ซึ่ง FairWork Ombudsman จะเป็นหน่วยงานที่คอยดูแล ควบคุมและตรวจสอบในเรื่องของการจ่ายค่าแรงพนักงานที่ออสเตรเลีย ซึ่งคนที่ทำงานที่ประเทศออสเตรเลียก็จะมีความรู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว จะมีก็แต่คนที่มาจากประเทศอื่นนี่แหละ ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ว่าตัวเองมาทำงานที่ประเทศออสเตรเลียแล้ว ต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำอะไร ยังไง

เพื่อเป็นการป้องกัน (ป้องกันอะไรไม่ได้มากเลย) การเอารัดเอาเปรียบแรงงานที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานที่มาทำงานด้วย วีซ่า subclass 457 ทางอิมมิเกรชั่นได้มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำของคนที่ถือวีซ่า subclass 457 ว่าต้องมีค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ๆ เพราะว่าทางอิมมิเกรชั่นเองไม่ต้องการให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบพนักงานที่ทำงานด้วยวีซ่า 457 

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทางอิมมิเกรชั่นเองไม่ต้องการให้นายจ้างไปจ้างพนักงานด้วยวีซ่า subclass 457 มาถูกๆ แล้วไม่มีการว่าจ้างพนักงานที่เป็นคน local เลย (PR หรือ citizen).

แต่ค่าแรงขั้นต่ำนี้ทางอิมมิเกรชั่นเป็นหน่วยงานที่กำหนดออกมาเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับ Fairwork Ombudsman 

ค่าแรงขั้นต่ำของคนที่ถือวีซ่า subclass 457 เราเรียกกันว่า Temporary Skilled Migration Income Threshold หรือ TSMIT ซึ่ง TSMIT จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ 

TSMIT ปัจจุบันอยู่ที่ $53,900 และก็บวกกับ super contribution อีก 9.50% (super จะมีการขึ้นทุกๆ financial year 0.25% จะกว่า super จะถึง 12%)

ปี 2016, ทางอิมมิเกรชั่นจะมีการ review ว่า TSMIT ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ $53,900 นั้นยัง OK อยู่มั๊ย ยังเหมาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่หรือเปล่า หรือว่าควรจะมีการปรับขึ้น-ลง มากน้อยแค่ใหน

อิมมิเกรชั่นจะมีการ review TSMIT ประมาณปลายเดือน April 2016 เดี๋ยวเราก็คงได้ข่าวสารกันว่า TSMIT จะมีการเปลี่ยนแปลงยังไงกันบ้าง

ดังนั้นจึงสำคัญมากที่นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจ เวลาทำเรื่องขอวีซ่าให้กับพนักงาน visa subclass 457 ในจดหมายการจ้างงานหรือ contract of employment ค่าแรงจะต้องไม่ต่ำกว่า $53,900 เพราะถ้าค่าแรงต่ำกว่า TSMIT ($53,900) ทางอิมมิเกรชั่นเองก็จะไม่ approve การ sponsor คนมาทำงานด้วยวีซ่า subclass 457

Wednesday, January 13, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย จ่ายนายจ้างเพื่อทำวีซ่า subclass 457 มีความผิดทางอาญา


เมื่อวันที่ 14 December 2015 ที่ผ่านมา กหมายการเอาความผิดทางแพ่งและอาญาของการจ่ายนายจ้างเพื่อการทำวีซ่า subclass 457 ได้ผ่านสถาสูงและมีการประกาศออกมาใช้เป็นกฎหมายแล้ว

วีซ่า subclass 457 เป็นวีซ่าที่มีเอาไว้สำหรับนายจ้างหรือธุรกิจที่ต้องการสปอนเซอร์คนต่างชาติมาทำงาน เพราะว่านายจ้างหรือธุรกิจไม่สามารถหาพนักงานมาทำงานในตำแหน่งนั้นๆได้ พูดง่ายๆก็คือปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

เพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้ รัฐบาลก็ได้ออกแบบวีซ่า subclass 457 ออกมาเพื่อให้นายจ้างสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีนายจ้างบางกลุ่มได้มีการเรียกเก็บเงินจากคนที่สมัครวีซ่า subclass 457 เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการได้มาของวีซ่า subclass 457 สรุปก็คือ "ขายวีซ่า subclass 457" เพราะมีหลายๆคนที่ happy ที่จะจ่ายเงินเยอะเพื่อซื้อวีซ่า subclass 457 กัน อาจจะด้วยเพราะเหตุผลหลายๆอย่าง คืออยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากทำเพื่อครอบครัว อยากให้ครอบครัวได้อยู่ที่นี่กัน

การซื้อขายวีซ่า subclass 457 ตั้งแต่วันที่ 14 December 2015 เป็นต้นมา ถือว่ามีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ทั้งตัวนายจ้างเองและคนสมัครวีซ่าด้วย มีโทษทั้งจำและปรับ
  • ความผิดทางอาญา สามารถจำคุกได้ถึง 2 ปี และโดนปรับ $64,000 ต่อคน ถ้าเป็นบริษัทก็จะโดนปรับ $324,000
  • ความผิดทางแพ่ง ถ้าเป็นประเภทบุคคลก็จะโดนปรับ $43,200 ต่อคน แต่ถ้าเป็นบริษัทก็จะโดนปรับ $216,000
การซื้อขายวีซ่า subclass 457 นั้นผิดกฏหมายนะครับ ไม่แนะนำให้ทำกัน แทนที่จะซื้อขายวีซ่า subclass 457 ก็น่าจะเอาตังค์มาเปิดธุรกิจเองเลย อาจจะเปิดกันกับเพื่อนอะไรก็ว่าไป แล้วเอาธุรกิจนั้นสปอนเซอร์ตัวเองเป็นพวก self-sponsored เพราะว่า
  • ถูกกฏหมาย
  • มีรายได้ มีงานทำ มีเงิน
  • เป็นเจ้าของธุรกิจ และจะได้มีโอกาสสปอนเซอร์คนอื่นได้ด้วย ญาติๆหรือคนในครอบครัว
  • ถ้าต้นทุนมีไม่เยอะ ก็ลองหุ้นกันกับเพื่อนๆดู
แนะนำให้คิดอะไรให้รอบคอบก่อนที่จะทำอะไรกันนะครับ

Tuesday, January 12, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย เรียนมาแบบนี้ ประสบการณ์แบบนี้ ขอวีซ่า subclass 457 ได้หรือเปล่า

วีซ่ายอดฮิตของคนไทยอีกประเภทหนึ่งก็คือวีซ่าทำงาน หรือที่เรียกกันว่า วีซ่า subclass 457 และ 3 สาขาอาชีพยอดฮิตก็คือ
  • Chef
  • Restaurant Manager
  • Massage Therapist
หลายๆคนสงสัยว่าจะต้องเรียนอะไรมา จะต้องมีประสบการณ์อะไรมาถึงจะสามารถขอวีซ่าทำงานประเภทนี้ได้

เราไม่จำเป็นต้องเรียนมาตรงสาขาพอดีเป๊ะ ในการขอวีซ่า subclass 457 ขอให้เราเรียนในสาขาที่ใกล้เคียงก็เป็นพอ ก็เอาเป็นว่า "closely related" ก็แล้วกัน ส่วนใครจะมีความสามารถโชว์ว่าสาขาที่เราเรียนมานั้น "closely related" ขนาดใหน อันนั้นก็เป็นความสามารถเฉพาะตนนะครับ

เราสามารถเช็คได้ว่าสาขาอาชีพที่เราเรียนมานั้นอยู่ในสาขาอาชีพที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งที่เราทำงานได้ด้วยการเข้าไปดูข้อมูลสาขาอาชีพที่กระทรวงสถิติแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ทนายความและอิมมิเกรชั่นเอเจนท์ใช้กัน และที่แน่ๆก็คือเป็นข้อมูลที่ case officer ใช้อ้างอิงด้วย ดังนั้นเราก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ตรงกัน

ข้อมูลของกระทรวงสถิติแห่งชาติอยู่ที่ Australian Bureau of Statistics (ABS): http://www.abs.gov.au

ข้อมูลของตำแหน่ง:
ก็ลองศึกษาดูนะครับว่าวุฒิการศึกษาอะไรที่สามารถนำมาใช้ได้ในการทำวีซ่าทำงาน วีซ่า subclass 457

ยกตัวอย่างเช่น:

  • คนที่ต้องการทำงานในตำแหน่ง chef ก็ควรเรียนพวก Diploma in Commercial Cookery มา
  • คนที่ต้องการทำงานในตำแหน่ง Restaurant Manager ก็ควรเรียนพวก Diploma in Hospitality Manager, หรือพวก Tourism & Hotel, พวกการจัดการทั่วไป หรือการตลาด การบัญชี (Management, Marketing, Accounting...etc) หรือสาขาที่ใกล้เคียง
  • คนที่ต้องการทำงานในตำแหน่ง Massage Therapist ก็ควรจะเรียนพวก Diploma in Remedial Massage Therapist หรือสาขาที่ใกล้เคียง

นอกจากการขอวีซ่า subclass 457 แล้ว ข้อมูลตัวเดียวกันก็ยังสามารถนำเอามาใช้ในการขอ PR การเป็นคนที่นี่ถาวรได้ด้วย สำหรับคนที่ทำวีซ่า subclass 186 (ENS) และ subclass 187 (RSMS) แบบ Direct Entry คือขอเป็น PR ได้เลย ไม่ต้องถือวีซ่า subclass 457 เป็นเวลา 2 ปี



Saturday, January 9, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย Visa subclass 457, Self-sponsorship กับ genuine position


จากการเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 21 November 2015 ที่ผ่านมา (จริงๆคือ 9pm 20 November 2015 ที่อิมมิเกรชั่นมีการ shutdown ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเปลี่ยนแปลงพวก online application และเปิดให้ใช้อีกทีก็ 21 November เช้า)

วีซ่า subclass 457 ได้การเปลี่ยนแปลงแบบฟอร์ม online ของ stage 1, Standard Business Sponsor (SBS) ซึ่งตอนนี้มีการสอบถามรายละเอียดด้วยว่าใครเป็นเป็น director ของบริษัท ซึ่งก่อน 21 November 2015 จะไม่มีการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ director ของบริษัท 

พอมีการสอบถามรายละเอียดโครงสร้างของบริษัท มันก็จะมีผลต่อเนื่องมาที่ Stage 2 ของวีซ่า Subclass 457 เพราะ Stage 2 คือ Nomination ซึ่งทางธุรกิจต้องมีการแจ้งความจำนงว่า ธุรกิจเองมีต้องการที่จะจ้างพนักงานหรือสปอนเซอร์พนักงานต่างชาติคนนี้ยังไง ทางธุรกิจเองมีความจำเป็นยังไง แล้วทำไมถึงไม่สามารถหาพนักงานที่เป็น local ที่เป็น PR หรือ citizen ไม่ได้ 

อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ทักษะการเขียน persuasive writing ของคนที่ทำเรื่องนะครับว่าจะอธิบายเข้าไปยังไง จะเขียนบอก "ก็ฉันต้องการจ้างคนๆนี้หนะ" มันก็คงไม่ได้

โดยปกติแล้วการทำ Nomination ธุรกิจก็ต้องโชว์ว่าตำแหน่งงานที่มีการสปอนเซอร์นี้เป็นตำแหน่งจริงๆที่มีอยู่ในธุรกิจ เจ้าของธุรกิจไม่ได้สร้างตำแหน่งงานขึ้นมาเพื่อหวังผลทางวีซ่า จุดนี้แหละที่ธุรกิจหลายๆเจ้าจะมีปัญหากัน คือไม่สามารถอธิบายหรือแจกแจงเหตุผลให้กับอิมมิเกรชั่นได้อย่างชัดเจนว่าธุรกิจเรานั้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีพนักงานในตำแหน่งนี้อย่างไร ธุรกิจเองไม่ได้สร้างตำแหน่งงานขึ้นมาเพื่อหวังผลทางอิมมิเกรชั่น

แล้วยิ่งถ้าเราเป็นพวก self-sponsored ด้วยแล้ว คือพวกที่เปิดบริษัทเอง แล้วทำเรื่องสปอนเซอร์ตัวเอง หรือคนในครอบครัว ดังนั้นคนที่นามสกุลเดียวกัน 99.99% จะถูกถามว่าเป็นอะไรกันกับ director ของบริษัท ดังนั้นคนที่เป็น self-sponsor หรือคนในครอบครัวที่ถูก nominate ตำแหน่งขึ้นมา ก็ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมพร้อมในการตอบคำถามเกี่ยวกับ genuine position

ปกติแล้ว หลักในการตอบคำถาม genuine position มันก็มีความยากอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ตอนนี้มาเจอข้อมูลของโครงสร้างของบริษัทและ director แล้ว มันยิ่งเป็นการเพิ่ม degree ของความยากเข้าไปอีก แต่ถ้าใครอยากจะมองว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายก็ไม่เป็นไร

ก็เข้าใจนะครับว่าวีซ่า subclass 457 มีการ scrutinize กันเยอะ และมีการ submit recommendation กันบ่อยมาก 

การ submit recommendation ก็คือกระทรวงอิมมิเกรชั่นจะมีการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มทนายและอิมมิเกรชั่นเอเจนท์ หรือกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ยื่นข้อเสนอแนะแนวทางการเปลี่ยนแปลงวีซ่า subclass 457 เพื่อให้วีซ่า subclass 457 ได้ทำหน้าที่ของวีซ่าที่ถูกออกแบบ คือจัดสรรค์หาพนักงานให้กับธุรกิจเพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจและสร้างงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ดังนั้นหลังจาก 21 November 2015 เป็นต้นมา หลายๆคนที่คาดหวังกันเอาไว้ว่า จะใช้หลักการ self-sponsor ในการทำวีซ่าก็ต้องมีการเตรียมตัวกันให้ดีๆ เพราะคิดว่ายังไงก็ต้องโดนคำถามเกี่ยวกับ genuine position

Self-sponsor ยังสามารถทำวีซ่า subclass 457 ได้เหมือนเดิม เพราะว่ากฏหมายเองได้มีการอนุญาตให้ทำได้ เพียงแต่อิมมิเกรชั่นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือ policy ในเรื่องของ self-sponsor ก็เท่านั้นเอง ตราบใดที่เราสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับ self-sponsor กับ genuine position ได้ วีซ่า subclass 457 ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะยังไงเสีย policy ก็คือ policy ไม่ใช่กฏหมาย

ถ้าคนที่ไม่ได้ทำงานทางด้านกฏหมายอิมมิเกรชั่นก็อาจจะไม่รู้ความแตกต่างระหว่า policy กับกฏหมาย ก็ไม่เป็นไร ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์ก็แล้วกัน

มันก็อาจจะมีบ้างที่บางที case officer มือใหม่อาจจะไม่ approve stage 2 Nomination ของเรา แต่ปกติแล้ว self-sponsor ก็สามารถชนะได้ตอนที่ยื่นอุทรณ์ ขอให้เรามีความรู้เรื่องความแตกต่างระหว่าง policy กับกฏหมายก็เป็นพอ และทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์สามารถนำเอากฏหมายจาก section ใหน section ใหน มาอ้างอิงในการยื่นอุทรณ์