Saturday, October 10, 2015

แต่งงาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนามสกุล สะหน่อย


ก่อนอื่นเราต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ได้ต่อต้านอะไรกับคนที่แต่งงานแล้วก็เปลี่ยนนามสกุลตามสามีอะไรประมาณนี้ ก็แค่อยากจะให้ความรู้และเสนอแนะแนวทาง ทางเลือกอีกทางหนึ่งเฉยๆ ส่วนใครจะเลือกเดินทางสายใหน ไม่มีถูกและก็ไม่มีผิดครับ ชอบทางใหนก็เลือกทางนั้น ไม่ว่ากัน

คู่ที่แต่งงาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนนามสกุลหรือไม่เปลี่ยนนามสกุล ไม่มีผลอะไรใดๆทั้งสิ้นต่อการยื่นวีซ่านะครับ บางคนคิดว่าการที่เค๊าเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ของสามีแล้วจะทำให้ case การยื่นวีซ่าของเค๊าดูดี ปล่าวเลยครับ อิมมิเกรชั่นไม่ได้มองตรงจุดนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็น Marriage Act หรือ Migration Act ทั้งกฎหมายทั้ง 2 ตัวไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนนามสกุลเลย 

การเปลี่ยนนามสกุลตามสามี มันก็เป็นแค่วัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งก็แค่นั้นเอง ซึ่งก็ยังเป็นที่ปฏิบัติกันอยู่เยอะไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศออสเตรเลีย แต่ก็มีหลายประเทศที่เค๊าเลิกปฏิบัติกันแล้ว อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์เป็นต้น

ก็เข้าใจนะครับว่า คู่แต่งงานบางคู่ ฝ่ายชายก็อาจจะอยากแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโดยให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนนามสกุลตามสามี โดยเฉพาะฝ่ายชายที่สูงอายุหน่อย ขอเน้น ว่าสูงอายุ....

แต่ถ้าฝ่ายหญิงพึงพอใจที่จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของฝ่ายชายก็ไม่เป็นไร ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะผู้หญิงบางคนที่เค๊าแต่งงานกับผู้ชายฝรั่ง บางคนเค๊าอาจจะอยากจะมีนามสกุลฝรั่งก็เป็นได้ เผื่ออยากดูเก๋ไปอีกแบบก็ว่ากันไป

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ต่างคนต่างจิตใจ ไม่ว่ากัน

สาเหตุที่เราเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า เราทำงานตรงนี้มานาน ทุกครั้งที่ทำ case ให้ลูกค้าที่เป็นคนไทย คือแบบว่ามีการเปลี่ยนชื่อกันเยอะมาก เปลี่ยนชื่อเฉยๆก็เยอะ เปลี่ยนนามสกุลก็เยอะ และบาง case ก็ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง เปลี่ยนนามสกุลกันมันส์ไปเลย เอกสารการเปลี่ยนชื่อนี่เพียบ 

ถามว่าผิดมั๊ยที่เปลี่ยนนามสกุล ก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าเราสามารถตัดปัญหาหยุมหยิมพวกนี้ไปได้ตั้งแต่เนิ่นๆก็ดี บอกได้เลยว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่ออสเตรเลีย และโดยเฉพาะได้ทำงานทางด้านนี้แล้ว เห็นคู่สมรสมาแล้วเกือบทุกรูปแบบ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง นับกันไม่ไหวจริงๆ แต่ก็อีกแหละ ไม่ว่าอะไรนะครับ ชีวิตคนเรามันเลือกไม่ได้ ถ้าเลือกได้เค๊าก็คงไม่อยากที่จะ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง กันหรอก (ใช่หรือเปล่านะ หรือบางคนอาจจะชอบเปลี่ยนรสชาติ)

คนเรารักกัน ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร นามสกุลเป็นแค่สิ่งที่เราสมมุติกันขึ้นมา เปลี่ยนนามสกุลหรือไม่เปลี่ยนนามสกุลมันไม่ได้ทำให้เรารักกันน้อยลง

อยากเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลหนะเปลี่ยนได้ แต่เวลายื่นเรื่องทำวีซ่าไปที่อิมมิเกรชั่น ก็แนะนำให้เขียนกราฟการเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันด้วยนะครับ ถ้า case officer เค๊าไม่สามารถพิสูจน์ว่าเราเป็นใครบอกได้เลย case officer เค๊าไม่มานั่งเรียงชื่อให้เราแน่ๆ โดยเฉพาะคนที่ทำเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวให้พ่อหรือแม่มาเยี่ยมเราที่นี่ เราก็ต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นลูกของพ่อเรา เป็นลูกของแม่เราจริงๆ คราวนี้แหละสนุกกันแน่ จะเชื่อมโยงกันยังไง

คนเราตอนแต่งงานกัน รักกันหวานชื่นดูดดื่มอุรา แต่เผื่อใจไว้ตอนหย่าด้วยก็ดี สรุปว่าเราจะใช้นามสกุลใคร คิดการไกลกันนิดหนึง... นะครับ 

เผื่ออะไรไว้วันข้างหน้าด้วยก็แล้วกัน

Friday, October 9, 2015

Partner Visa ไม่จำเป็นต้องมี sex เสมอไป


Partner Visa ถึงแม้ว่า 99.99% จะเป็นวีซ่าสำหรับคู่รักแบบสามีภรรยา หรือคู่รักแบบเพศเดียวกัน แต่ทุกอย่างไม่ได้ fix ไม่ได้บังคับว่าอะไรต้องเป็นแบบนี้แบบเดียว เป๊ะๆๆๆ.... ไม่ใช่

เอ่อ....แล้วอีก 0.01% หละ.... Partner Visa สามารถทำอะไรได้มั่ง

จริงๆแล้ว Partner Visa ความหมายตามกฎหมายของอิมมิเกรชั่นแล้ว ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการมี sex หรือการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใดเลย แต่ก็นั่นแหละ เนื่องด้วยว่าเราใช้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในการสมัครและทำเรื่อง Partner Visa กันสะเป็นส่วนใหญ่ คนส่วนมากก็เลยเหมาคิดเอาว่าจริงๆแล้ว Partner Visa คือวีซ่าสำหรับคู่รัก พอพูดถึงคู่รักมันก็ต้องมี sex เข้ามาเกี่ยวข้องเลยทันที ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ทั้งหลาย 

แต่เราก็ไม่ควรเหมาเอาว่าทุกคน ทุกคู่ต้องเป็นแบบนั้นกันหมด ไม่ใช่...

อย่าว่าแต่คนเราทั่วๆไปเลยครับที่คิดแบบนี้ แม้แต่ case officer เองก็เถอะ เพราะว่า case officer ที่อิมมิเกรชั่นเองก็เป็นพนักงานของรัฐบาลคนหนึ่งที่ทำงานแค่ 9am-5pm เท่านั้น มีการเข้าๆออกๆกันอยู่เป็นประจำ พอมีคนใหม่เข้ามาทำงานก็ต้องมานั่ง train กันอีก, case officer มือใหม่หนะมีเยอะมาก ทำ case ผิดก็มีเยอะแยะ 

case officer ไม่ได้ถูกเสมอไป...

คำจำกัดความของ Partner จริงๆแล้วคือ คน 2 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกัน ใช้ชีวิตด้วยอยู่กันเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน มี mutual commitment ซึ่งกันและกัน ฟังๆดูแล้วมันก็เหมือนคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไปแหละ แต่เอ๊ะ... แล้วทำไมกฎหมายอิมมิเกรชั่นไม่ได้บอกหละ ว่าคน 2 คนต้องมี sex มีเพศสัมพันธ์ โจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน อะไรแบบเนี๊ยะ ไม่มีนะ

คงถึงเวลาแล้วสินะที่เราหลายๆคนต้องเปิดหูเปิดตาเปลี่ยนแนวความคิดกันใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของ Partner Visa กัน เพราะสมัยนี้เค๊ามี case แบบว่าคนสูงอายุ ไม่มีคนในครอบครัวเหลือแล้ว หรือเลือกที่จะมาอยู่กับเพื่อนที่สนิท ก็อยู่ด้วยกันแบบเพื่อน ไม่ได้มี sex ไม่ได้มีอะไรกัน ไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่เพื่อนกันธรรมดา แต่ว่าเค๊า 2 คน  ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกันเปรียบเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็น mutual commitment อีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไป เค๊าก็ถือว่าเป็น Partner เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มี sex ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่มีการโจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน... ก็แค่นั้นเอง

ยื่นวีซ่าไปไม่ผ่าน เพราะ case officer มือใหม่ อ่อนหัด แต่สุดท้ายก็ชนะตอนอุทรณ์หรือขึ้นศาลอยู่ดี....เป็นไงหละ!!!

ก็ได้แต่หวังว่า case officer จะได้มีการเรียนรู้จาก case law พวกนี้และจะได้มีการพิจารณา case ที่แตกต่างออกไปจากสมัยเดิมๆกัน หมดสมัยการพิจารณา case แบบดึกดำบันแล้วหละ

ใครสนใจที่อยากจะศึกษาพวก case law ก็แนะนำ website: http://www.austlii.edu.au นะครับ เป็น website ของหลายๆมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้นักกฎหมาย นักเรียน หรือบุคคลทั่วๆไปเข้าไปอ่านกัน ก็อาจจะอ่านยากกันนิดหนึ่ง เพราะภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาทางด้านกฎหมายกัน ถ้าใครเก่งในเรื่องของภาษาอังกฤษ ก็แนะนำให้ลองเข้าไปอ่านกันดูนะครับ

Sunday, October 4, 2015

Partner Visa แล้วถ้าหากคนสปอนเซอร์เสียชีวิตหละ


วีซ่าสำหรับคู่รักก็จะมี Partner Visa (Onshore & Offshore) และก็ Prospective Marriage Visa

Prospective Marriage Visa คือวีซ่าคู่หมั้น ที่ต้องยื่นมาจากนอกประเทศออสเตรเลีย; offshore เท่านั้น วีซ่าคู่หมั้นก็จะได้มาแค่ 9 เดือนเท่านั้น มีเอาไว้สำหรับคู่รักที่ต้องการมาแต่งงานที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วยื่น Partner Visa ที่ออสเตรเลีย

ไม่ว่าจะเป็น Partner Visa (ทั้งแบบยื่นภายใน และนอกประเทศออสเตรเลีย) หรือ Prospective Marriage Visa จะเกิดอะไรขึ้นถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา?

Partner Visa เราไม่ขอใช้ subclass number นะครับ เดี๋ยวจะงงไปกันใหญ่

ยื่นมาจากข้างนอกประเทศ; offshore:
  • Partner Visa ที่ยื่นมาจากนอกประเทศ ในขณะที่กำลังรอเรื่องอยู่ข้างนอก ถ้าหากแฟนเราเกิดการเสียชีวิตขึ้นมา วีซ่าเราที่สมัครเอาไว้ก็จะไม่ผ่านนะครับ
  • Prospective Marriage Visa หรือวีซ่าคู่หมั้นก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่กำลังรอเรื่องอยู่ข้างนอก ถ้าหากแฟนเราเกิดการเสียชีวิตขึ้นมา วีซ่าเราที่สมัครเอาไว้ก็จะไม่ผ่านนะครับ
  • สรุปก็คือทั้ง Partner Visa และก็ Prospective Marriage Visa ที่ยื่นมาจากข้างนอกประเทศออสเตรเลีย ถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา สรุปก็คือเราจะไม่ได้วีซ่านะครับ


ยื่นภายในประเทศ; onshore:
  • คนที่ได้ Prospective Marriage Visa มา แล้วในระหว่างรอการแต่งงาน ถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมาก่อนที่จะแต่งงานกัน เราก็จะสมัคร Partner Visa ไม่ได้
  • คนที่ได้ Prospective Marriage Visa มา แล้วแต่งงานภายใน 9 เดือนแต่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องทำ Partner Visa ก็ยังสามารถทำเรื่อง Partner Visa ได้ แต่คนที่จะสปอนเซอร์เราทำ Partner Visa ได้นั้นก็คือ พ่อแม่ของแฟนเรา ดังนั้นถ้าเราไม่สนิทหรือไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ของแฟนเรา ก็แนะนำให้เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า กลับบ้านเก่าไปได้เลยนะครับ หรือจะสมัครวีซ่าตัวอื่น อะไรก็ว่าไป แต่คงจะสมัคร Partner Visa ไม่ได้
  • หลังจากที่ยื่น Partner Visa ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบจดทะเบียนแต่งงาน, จดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship, หรือ de facto ที่อยู่ด้วยกันแบบไม่จดอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นคู่รักแบบเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ ถ้าเราได้ยื่น Partner Visa ภายในประเทศออสเตรเลียไปแล้ว แล้วถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา เราก็ทำการแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น แล้วเราก็จะได้ PR ทันที ปกติก็ไม่ต้องรอถึง 2 ปี เพราะไม่รู้จะรอไปทำไม แฟนก็เสียชีวิตไปแล้วหนิ
สาเหตุที่ Partner Visa เราผ่านถ้าเรายื่นวีซ่าภายในประเทศออสเตรเลียในกรณีที่แฟนเราเสียชีวิตนั้น ทางกฎหมายอิมมิเกรชั่นจะดูว่าความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องหรือไม่ถ้าหากแฟนเรายังมีชีวิตอยู่; conitnuing relationship  

ซึ่งปกติแล้วมันก็ต้องเป็นความสัมพันธ์แบบต่อเนื่อง conitnuing relationship ทั้งนั้นแหละ ก็ต่อเนื่องมาจนถึงลมหายใจสุดท้ายของเค๊าไง...

ก็อ่านเอาไว้ประดับความรู้นะครับ ถ้าเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเรา เราจะได้เตรียมตัวได้ถูก ส่วนคนที่ยื่น Partner Visa มาจากข้างนอกประเทศออสเตรเลียก็จะได้ทำใจได้ รู้ข้อบทกฎหมาย จะได้ไม่ต้องไปตีโพยตีพายอะไรภายหลัง

Saturday, October 3, 2015

Partner Visa; domestic violence เราจะได้ PR เลยทันที


Partner Visa คือวีซ่าสำหรับคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ไม่ว่าจะเป็นแบบแต่งงานจดทะเบียนสมรส, จดทะเบียนความสัมพันธ์ หรืออยู่กันแบบ de facto อยู่ด้วยกันแบบไม่จดอะไรเลย

คนเรานะตอนที่รักกันก็รักกันหวานชื่น ดูดดื่มอุรา ตัดสินใจทำ Partner Visa ให้กับคู่รักตัวเอง คู่ใหนที่รักกันหวานชื่นก็ดีไป เราก็ขอแสดงยินดีด้วย

แต่ก็อย่าลืมว่าชีวิตคู่ของหลายๆคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป บางคนที่ทำเรื่องสปอนเซอร์คู่รักตัวเองก็ชอบทำตัวกร่างไปเรื่อย คิดว่าตัวเองเจ๋งสามารถบอกเลิก หรือยกเลิกการสปอนเซอร์ได้ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คือคนที่สปอนเซอร์เราสามารถยกเลิกการสปอนเซอร์ได้ตลอดเวลา 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างของอีกฝ่ายหนึ่งตลอดไป เพราะกฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ได้มีปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายเอาไว้เช่นกันว่า ถ้าหากความสัมพันธ์เกิดมีการกดขี่ข่มเหง มีการทำร้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นก็ถือว่าเป็น domestic violence ส่วนการทำร้ายทางด้านจิตใจก็เหมือนการข่มขู่เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งตกเป็นเบี้ยล่าง หรือมีการกักขังหน่วงเหนี่ยวและกดขี่ข่มเหงในเรื่องของการเงินด้วย คนที่ขอวีซ่าไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับชีวิตคู่แบบข้าทาสแบบนั้น คนที่ขอวีซ่าก็สามารถแจ้งเรื่องไปที่อิมมิเกรชั่น แล้วก็จะได้ PR ในทันทีครับ ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับชีวิตคู่แบบข้าทาสไปถึง 2 ปี

หลายๆคนจะรู้จัก domestic violence กันแค่เรื่องของการทำร้ายร่างกาย แต่จริงๆแล้ว domestic violence รวมไปถึงการทำร้ายหรือกดขี่ทางด้านจิตใจด้วยครับ อาจจะกดขี่ให้เรื่องของการเงิน หรืออาจข่มขู่เช้า ข่มขู่เย็น เล่นสงครามประสาทกับเราว่าถ้าเราไม่ทำอะไรตามที่เค๊าบอก เค๊าจะไปยกเลิกวีซ่าเราทันทีอะไรประมาณนี้ พวกนี้ถือว่าเข้าข่าย domestic violence ทางด้านจิตใจด้วยเช่นเดียวกันครับ แต่มันก็อาจจะไม่เด่นชัดเหมือน domestic violence แบบการทำร้ายร่างกาย

อยากจะบอกทุกคนเพื่อเป็นความรู้เหลือเกินว่า ถ้าหากเกิด domestic violence ภายในชีวิตคู่ของเรา เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่ ตกเป็นเบี้ยล่างหรือข้าทาสของอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ บางคนที่ไม่รู้ ก็ทนอยู่กับชีวิตคู่แบบนั้นเพราะว่าอยากจะได้ PR

ถ้าหากชีวิตคู่ท่านใหนเกิดมีการทำร้ายร่างกาย ตบตีกัน เราก็แนะนำให้ทำดังต่อไปนี้ครับ

  • ถ่ายรูปส่วนที่โดนทำร้าย ถ้าอัดเทปหรือ video clip ได้ก็อัดเอาไว้
  • ไปแจ้งตำรวจแล้วตำรวจจะให้ reference number การแจ้งความมา
  • ไปหาหมอ GP ทั่วๆไปก่อนแล้วเก็บ record การไปหาหมอของเราเอาไว้ด้วย เสร็จแล้วก็ให้หมอ GP เขียนเรื่องส่งต่อ referral ไปให้หมอจิตแพทย์ (ไม่ได้แปลว่าเราบ้านะ แค่ stress หรือเครียดเท่านั้นเอง)
  • เล่าเรื่องให้หมอจิตแพทย์ฟัง แล้วหมอจะออกหนังสือให้ว่าเรา stress หรือเครียด นั่น นี่ โน่น อะไรก็ว่าไป
  • เสร็จแล้วแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น หรือติดต่อทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์
  • อิมมิเกรชั่นจะมีฟอร์มให้กรอก ในฟอร์มนี้ก็จะมีช่องให้หมอหรือพยาบาลเซ็น เราก็กลับไปหา GP และหมอจิตแพทย์ของเรานั่นแหละ เราต้องหาคนเซ็น 3 คน ถ้าได้ GP และหมอจิตแพทย์เซ็นแล้วก็อาจจะให้พยาบาล หรือพนักของรัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเรื่อง domestic violence ให้เค๊าเซ็นเพิ่มอีกหนึ่งคน หรือกลับไปหาตำรวจคนเดิมตอนที่เราแจ้งความ
  • ถ้าเราได้เอกสารครบ เราก็ส่งกลับไปที่อิมมิเกรชั่น ถ้าทางอิมมิเกรชั่นดูเอกสารแล้ว ถ้าเห็นว่าเกิด domestic violence จริง ทางอิมมิเกรชั่นก็จะให้ PR เราทันทีครับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราอยากได้ PR มากจนตัวสั่น ชวนแฟนทะเลาะทุกวัน แบบนั้นก็ไม่ไหวนะ

Domestic violence สามารถเกิดได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง


ดังนั้น ถ้าหากชีวิตคู่ใคร หรือชีวิตคู่ของเพื่อนคนใหนเจอปัญหาเรื่อง domestic violence ก็อย่านิ่งดูดาย อย่าอยู่แบบเป็นเบี้ยล่างหรือข้าทาสเพียงเพื่อจะได้วีซ่านะครับ กฎหมายมีทางออกให้ครับ เราต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายเพื่อที่อยู่รอดในสังคมนี้ได้