Monday, October 12, 2015

SkillSelect ประวัติย่อๆของอิมมิเกรชั่นที่ออสเตรเลีย


ประเทศออสเตรเลียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในเรื่องของอิมมิเกรชั่น เพราะกลุ่มคนที่มาตั้งรกรากที่ออสเตรเลียจริงๆแล้วก็คือกลุ่มนักโทษที่ถูกส่งมาจากประเทศอังกฤษ ในช่วงก่อนสงครามโลก นโยบายอิมมิเกรชั่นของประเทศออสเตรเลียจะมีการนำคนเข้ามาเฉพาะชาวตะวันตกที่ผิวขาวเท่านั้น เพราะสมัยก่อนยังมีนโยบาย White Australian กันอยู่


Arthur Calwell, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิมมิเกรชั่นได้กล่าวเอาไว้ว่า เค๊าจะเอาเรือออกไปรับคนเข้าประเทศออสเตรเลีย และถ้าไม่มีเรือ ก็จะไม่มีอิมมิแกรน เค๊าก็ประกาศเอาเรือมาให้เค๊าเถอะ เดี๋ยวเค๊าจะเอาเรือออกไปรับ "the right type" ของคนอพยพ

คำว่า "the right type" ของ Arthur Calwell ในสมัยก่อนหมายถึง ฝรั่งผิวขาวเท่านั้น ซึ่งเค๊าก็เน้นไปที่ประเทศอังกฤษเพราะว่าคนอังกฤษคือคนกลุ่มแรกๆที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

ส่วนคนที่ผิวสีเข้ม นอกเหนือไปจากฝรั่งผิวขาวถือว่า "not a right type".

ในช่วงก่อนสงครามโลก สังเกตุได้จาก speech ของ Arthur Calwell ว่า รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่มีหลักการในการคัดเลือกคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลีย หลักการในตอนนั้นคือ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่
  • คนผิวดำ
  • คนเอเชีย
  • นักโทษ
และต้องพูดภาษาของทวีปยุโรปได้ ขอย้ำนะครับว่าเป็นภาษาของทวีปยุโรป ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ!!! ภาษาอะไรก็ตามเถอะ ขอให้เป็น European language เป็นพอ

ดังนั้นถ้าทางรัฐบาลออสเตรเลียไม่ต้องการใครอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลีย รัฐบาลก็จะทำการทดสอบเขียนตามคำบอก (dictation) เป็นภาษาของทวีปยุโรป ถ้าคนนั้นไม่สามารถสอบผ่านเขียนตามคำบอกเป็นภาษาของทวีปยุโรป ก็จะถูกห้ามอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลีย

แบบว่าอารมณ์คนละอารมณ์กับการสอบ IELTS เลยนะ

สมัยก่อนนะเค๊าสอบเขียนตามคำบอกนะ...

นโยบายก่อนสงครามโลกจะเป็นแบบ exclusion
แต่นโยบายหลังสงครามโลกจะเป็นแบบ selection

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2, นโยบายของอิมมิเกรชั่นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยที่สมัยก่อนหน้านั้น นโยบายอิมมิเกรชั่นของออสเตรเลียจะเน้นไปที่ Family Stream, คือประมาณว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวได้อพยพมาอยู่ที่ออสเตรเลียก่อนละก็ เค๊าก็สามารถสปอนเซอร์คนในครอบครัวของเค๊ามาได้ง่ายๆ ดังนั้นแถวชายเมืองแถบ Melbourne ก็มีคนมาจากประเทศ Greece กันทั้งหมู่บ้าน อะไรประมาณนั้น 

ช่วงปี 1984 - 1985; สถิติของคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานประเภท Family Stream จะมากกว่า Skilled Migrant, แต่

ช่วงปี 1996 - 1997; สถิติของคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานประเภท Skilled Migrant จะค่อยๆมากกว่า Family Stream, และก็เป็นอย่างนั้นมาจนถึงปัจจุบัน (2015).

ในช่วงแรกๆของ 21st Century รัฐบาลออสเตรเลียก็เริ่มที่จะหันเหไปเน้นการนำเข้า Skilled Migrant แทน Family Stream เพราะ Skilled Migrant คือกลุ่มคนทำงาน มีทักษะ มีฝีมือ มีความรู้ ทำงานเสียภาษีและพัฒนาประเทศ

ระบบ point system ของ Skilled Migrant มีการเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แต่ระบบที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันคือ SkillSelect ซึ่งก็มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 July 2012, ส่วนตัวเราเองก็ได้ไปเข้า seminar นั่น นี่ โน่น ในเรื่องของ SkillSelect ที่ออกมาใหม่

โดยส่วนตัวแล้วชอบ point system ระบบปัจจุบันของ SkillSelect, 3 ปีแล้วก็ได้แต่หวังว่าอย่าเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้เลย ดีแล้ว ชอบแล้ว...

แนวคิดของ SkillSelect ก็มีมาในปี 2011 (DIAC; Deparmtne of Immigraiton and Citizenship) ก่อนที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 1 July 2012 จากสมัยก่อนสงครามโลกที่ Arthur Calwell เคยได้กล่าวเอาไว้ว่าเค๊าต้องการเฉพาะคนที่เป็น "the right type" เท่านั้นที่จะสามารถอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลียได้

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิมมิเกรชั่น ภาษาที่เค๊าใช้กันตามสื่อต่างๆก็ได้เปลี่ยนเป็น "the best and the brightest" เริ่มต้นจาก Peter Van Vilet

คือประมาณว่าใครอยากจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศออสเตรเลียตอนนี้ก็ต้องเป็น
  • the best, และก็
  • the brightest 
ดังนั้นนโยบายของอิมมิเกรชั่นอะไรต่อมิอะไรที่ออกมา ก็จะเน้นไปที่ Skilled Migrant เพราะเป็นอะไรที่คล้องจองกับนโยบาย "the best and the brightest" ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ Family Stream Migrant ไม่ว่าจะเป็น Partner Visa หรือ Parent Visa จึงต้องรอนานมากกว่า Skilled Migrant...

Sunday, October 11, 2015

สอบภาษาอังกฤษ สอบตัวไหนดี



วีซ่าชั่วคราวและ PR (Permanent Residence) ที่ต้องสอบทักษะภาษาอังกฤษเพื่อทำวีซ่า ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการสอบภาษาอังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นอกจากการสอบ IELTS แล้วเรายังมีทางเลือกอีกหลายทางในการทดสอบความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษนะครับ ซึ่งตอนนี้เราสามารถสอบได้ถึง 5 ศูนย์สอบด้วยกันคือ

  • IELTS; International English Language Testing System
  • OET; Occupational English Test
  • TOEFL iBT; Test of English as a Foreign Language internet-based test
  • PTE Academic; Pearson Test of English Academic
  • CAE; Cambridge English Advanced test

Functional

  • IELTS; ทุก band อย่างต่ำ 4.5
  • TOEFL iBT; ทุก band อย่างต่ำ 32
  • PTE Academic; ทุก band อย่างต่ำ 30
  • CAE; ทุก band อย่างต่ำ 147


Vocational

  • IELTS; ทุก band อย่างต่ำ 5
  • TOEFL iBT; 
    • Listening 4
    • Reading 4
    • Writing 14
    • Speaking 14
  • PTE Academic; ทุก band อย่างต่ำ 36
  • CAE; ทุก band อย่างต่ำ 154
  • OET; B

Competent

  • IELTS; ทุก band อย่างต่ำ 6
  • TOEFL iBT; 
    • Listening 12
    • Reading 13
    • Writing 21
    • Speaking 18
  • PTE Academic; ทุก band อย่างต่ำ 50
  • CAE; ทุก band อย่างต่ำ 169
  • OET; B

Proficient ( ทำหรับคนที่ต้องทำ point เพื่อทำ Skilled Migrant)

  • IELTS; ทุก band อย่างต่ำ 7
  • TOEFL iBT; 
    • Listening 24
    • Reading 24
    • Writing 27
    • Speaking 23
  • PTE Academic; ทุก band อย่างต่ำ 65
  • CAE; ทุก band อย่างต่ำ 185
  • OET; B

Superior ( ทำหรับคนที่ต้องทำ point เพื่อทำ Skilled Migrant)

  • IELTS; ทุก band อย่างต่ำ 8
  • TOEFL iBT; 
    • Listening 28
    • Reading 29
    • Writing 30
    • Speaking 26
  • PTE Academic; ทุก band อย่างต่ำ 79
  • CAE; ทุก band อย่างต่ำ 200
  • OET; A


ใครสะดวกที่จะเลือกสอบภาษาอังกฤษของหน่วยงานใหนก็เลือกเอานะครับ เราไม่จำเป็นต้องสอบเฉพาะ IELTS อีกต่อไป

Saturday, October 10, 2015

แต่งงาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนามสกุล สะหน่อย


ก่อนอื่นเราต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ได้ต่อต้านอะไรกับคนที่แต่งงานแล้วก็เปลี่ยนนามสกุลตามสามีอะไรประมาณนี้ ก็แค่อยากจะให้ความรู้และเสนอแนะแนวทาง ทางเลือกอีกทางหนึ่งเฉยๆ ส่วนใครจะเลือกเดินทางสายใหน ไม่มีถูกและก็ไม่มีผิดครับ ชอบทางใหนก็เลือกทางนั้น ไม่ว่ากัน

คู่ที่แต่งงาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนนามสกุลหรือไม่เปลี่ยนนามสกุล ไม่มีผลอะไรใดๆทั้งสิ้นต่อการยื่นวีซ่านะครับ บางคนคิดว่าการที่เค๊าเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ของสามีแล้วจะทำให้ case การยื่นวีซ่าของเค๊าดูดี ปล่าวเลยครับ อิมมิเกรชั่นไม่ได้มองตรงจุดนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็น Marriage Act หรือ Migration Act ทั้งกฎหมายทั้ง 2 ตัวไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนนามสกุลเลย 

การเปลี่ยนนามสกุลตามสามี มันก็เป็นแค่วัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งก็แค่นั้นเอง ซึ่งก็ยังเป็นที่ปฏิบัติกันอยู่เยอะไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศออสเตรเลีย แต่ก็มีหลายประเทศที่เค๊าเลิกปฏิบัติกันแล้ว อย่างเช่นประเทศสิงคโปร์เป็นต้น

ก็เข้าใจนะครับว่า คู่แต่งงานบางคู่ ฝ่ายชายก็อาจจะอยากแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของโดยให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนนามสกุลตามสามี โดยเฉพาะฝ่ายชายที่สูงอายุหน่อย ขอเน้น ว่าสูงอายุ....

แต่ถ้าฝ่ายหญิงพึงพอใจที่จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของฝ่ายชายก็ไม่เป็นไร ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะผู้หญิงบางคนที่เค๊าแต่งงานกับผู้ชายฝรั่ง บางคนเค๊าอาจจะอยากจะมีนามสกุลฝรั่งก็เป็นได้ เผื่ออยากดูเก๋ไปอีกแบบก็ว่ากันไป

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ต่างคนต่างจิตใจ ไม่ว่ากัน

สาเหตุที่เราเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า เราทำงานตรงนี้มานาน ทุกครั้งที่ทำ case ให้ลูกค้าที่เป็นคนไทย คือแบบว่ามีการเปลี่ยนชื่อกันเยอะมาก เปลี่ยนชื่อเฉยๆก็เยอะ เปลี่ยนนามสกุลก็เยอะ และบาง case ก็ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง เปลี่ยนนามสกุลกันมันส์ไปเลย เอกสารการเปลี่ยนชื่อนี่เพียบ 

ถามว่าผิดมั๊ยที่เปลี่ยนนามสกุล ก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าเราสามารถตัดปัญหาหยุมหยิมพวกนี้ไปได้ตั้งแต่เนิ่นๆก็ดี บอกได้เลยว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่ออสเตรเลีย และโดยเฉพาะได้ทำงานทางด้านนี้แล้ว เห็นคู่สมรสมาแล้วเกือบทุกรูปแบบ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง นับกันไม่ไหวจริงๆ แต่ก็อีกแหละ ไม่ว่าอะไรนะครับ ชีวิตคนเรามันเลือกไม่ได้ ถ้าเลือกได้เค๊าก็คงไม่อยากที่จะ แต่งแล้วหย่า หย่าแล้วแต่ง กันหรอก (ใช่หรือเปล่านะ หรือบางคนอาจจะชอบเปลี่ยนรสชาติ)

คนเรารักกัน ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร นามสกุลเป็นแค่สิ่งที่เราสมมุติกันขึ้นมา เปลี่ยนนามสกุลหรือไม่เปลี่ยนนามสกุลมันไม่ได้ทำให้เรารักกันน้อยลง

อยากเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลหนะเปลี่ยนได้ แต่เวลายื่นเรื่องทำวีซ่าไปที่อิมมิเกรชั่น ก็แนะนำให้เขียนกราฟการเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันด้วยนะครับ ถ้า case officer เค๊าไม่สามารถพิสูจน์ว่าเราเป็นใครบอกได้เลย case officer เค๊าไม่มานั่งเรียงชื่อให้เราแน่ๆ โดยเฉพาะคนที่ทำเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวให้พ่อหรือแม่มาเยี่ยมเราที่นี่ เราก็ต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นลูกของพ่อเรา เป็นลูกของแม่เราจริงๆ คราวนี้แหละสนุกกันแน่ จะเชื่อมโยงกันยังไง

คนเราตอนแต่งงานกัน รักกันหวานชื่นดูดดื่มอุรา แต่เผื่อใจไว้ตอนหย่าด้วยก็ดี สรุปว่าเราจะใช้นามสกุลใคร คิดการไกลกันนิดหนึง... นะครับ 

เผื่ออะไรไว้วันข้างหน้าด้วยก็แล้วกัน

Friday, October 9, 2015

Partner Visa ไม่จำเป็นต้องมี sex เสมอไป


Partner Visa ถึงแม้ว่า 99.99% จะเป็นวีซ่าสำหรับคู่รักแบบสามีภรรยา หรือคู่รักแบบเพศเดียวกัน แต่ทุกอย่างไม่ได้ fix ไม่ได้บังคับว่าอะไรต้องเป็นแบบนี้แบบเดียว เป๊ะๆๆๆ.... ไม่ใช่

เอ่อ....แล้วอีก 0.01% หละ.... Partner Visa สามารถทำอะไรได้มั่ง

จริงๆแล้ว Partner Visa ความหมายตามกฎหมายของอิมมิเกรชั่นแล้ว ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการมี sex หรือการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใดเลย แต่ก็นั่นแหละ เนื่องด้วยว่าเราใช้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในการสมัครและทำเรื่อง Partner Visa กันสะเป็นส่วนใหญ่ คนส่วนมากก็เลยเหมาคิดเอาว่าจริงๆแล้ว Partner Visa คือวีซ่าสำหรับคู่รัก พอพูดถึงคู่รักมันก็ต้องมี sex เข้ามาเกี่ยวข้องเลยทันที ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ทั้งหลาย 

แต่เราก็ไม่ควรเหมาเอาว่าทุกคน ทุกคู่ต้องเป็นแบบนั้นกันหมด ไม่ใช่...

อย่าว่าแต่คนเราทั่วๆไปเลยครับที่คิดแบบนี้ แม้แต่ case officer เองก็เถอะ เพราะว่า case officer ที่อิมมิเกรชั่นเองก็เป็นพนักงานของรัฐบาลคนหนึ่งที่ทำงานแค่ 9am-5pm เท่านั้น มีการเข้าๆออกๆกันอยู่เป็นประจำ พอมีคนใหม่เข้ามาทำงานก็ต้องมานั่ง train กันอีก, case officer มือใหม่หนะมีเยอะมาก ทำ case ผิดก็มีเยอะแยะ 

case officer ไม่ได้ถูกเสมอไป...

คำจำกัดความของ Partner จริงๆแล้วคือ คน 2 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกัน ใช้ชีวิตด้วยอยู่กันเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน มี mutual commitment ซึ่งกันและกัน ฟังๆดูแล้วมันก็เหมือนคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไปแหละ แต่เอ๊ะ... แล้วทำไมกฎหมายอิมมิเกรชั่นไม่ได้บอกหละ ว่าคน 2 คนต้องมี sex มีเพศสัมพันธ์ โจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน อะไรแบบเนี๊ยะ ไม่มีนะ

คงถึงเวลาแล้วสินะที่เราหลายๆคนต้องเปิดหูเปิดตาเปลี่ยนแนวความคิดกันใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของ Partner Visa กัน เพราะสมัยนี้เค๊ามี case แบบว่าคนสูงอายุ ไม่มีคนในครอบครัวเหลือแล้ว หรือเลือกที่จะมาอยู่กับเพื่อนที่สนิท ก็อยู่ด้วยกันแบบเพื่อน ไม่ได้มี sex ไม่ได้มีอะไรกัน ไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่เพื่อนกันธรรมดา แต่ว่าเค๊า 2 คน  ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกันเปรียบเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็น mutual commitment อีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไป เค๊าก็ถือว่าเป็น Partner เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มี sex ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่มีการโจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน... ก็แค่นั้นเอง

ยื่นวีซ่าไปไม่ผ่าน เพราะ case officer มือใหม่ อ่อนหัด แต่สุดท้ายก็ชนะตอนอุทรณ์หรือขึ้นศาลอยู่ดี....เป็นไงหละ!!!

ก็ได้แต่หวังว่า case officer จะได้มีการเรียนรู้จาก case law พวกนี้และจะได้มีการพิจารณา case ที่แตกต่างออกไปจากสมัยเดิมๆกัน หมดสมัยการพิจารณา case แบบดึกดำบันแล้วหละ

ใครสนใจที่อยากจะศึกษาพวก case law ก็แนะนำ website: http://www.austlii.edu.au นะครับ เป็น website ของหลายๆมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้นักกฎหมาย นักเรียน หรือบุคคลทั่วๆไปเข้าไปอ่านกัน ก็อาจจะอ่านยากกันนิดหนึ่ง เพราะภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาทางด้านกฎหมายกัน ถ้าใครเก่งในเรื่องของภาษาอังกฤษ ก็แนะนำให้ลองเข้าไปอ่านกันดูนะครับ