Friday, July 24, 2015

Training Benchmark คืออะไร


ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือร้านนวดอะไรก็ตามแต่ การที่เราจะทำเรื่องสปอนเซอร์คนงานทำวีซ่า subclass 457 หรือทำ PR (ENS) ก็ตามแต่ เราต้องทำเรื่อง training benchmark ด้วยนะครับ

Visa subclass 457 มีเอาไว้เพื่อให้นายจ้างจ้างพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติเพื่อที่จะเอาพนักงานต่างชาติมาทำงานในตำแหน่งที่นายจ้างหาพนักงานที่เป็นคน local ไม่ได้แล้ว นั่นคือจุดประสงค์หลักของรัฐบาลที่ออสเตรเลีย

 คนที่เป็น local ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งขอให้เค๊าเป็น PR หรือ ซิติเซ่นก็พอ ไม่ว่าจะหัวดำ หัวขาว หัวทอง ได้หมด

ส่วนเจ้าของธุรกิจเองก็ต้องโชว์ด้วยว่าเจ้าของธุรกิจเป็นนายจ้างที่ดี นายจ้างที่ดีในสายตาของรัฐบาลของออสเตรเลียคือนายจ้างต้องมีการจ้างงานคนที่เป็น local, จ่ายภาษีถูกต้อง เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินเหล่านี้ในการพัฒนาและบริหารประเทศ ดังนั้นจึงเป็นความสำคัญมากที่ธุรกิจนั้นต้องโชว์ว่านายจ้างมีความตั้งใจที่จะให้งานกับคนที่เป็น local ด้วย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นคนที่เป็น local ก็จะพากันตกงานกัน ดังนั้นเจ้าของธุรกิจก็ควรจ้างพนักงานที่เป็น local ด้วยนะครับ เราจ้างพนักงานที่เป็น local ก็ยังไม่พอนะครับ เราก็ต้องทำการฝึกงานหรือ train พนักงานด้วย เพราะธุรกิจเราสามารถเปิดมาแล้วก็ปิดไปได้ แต่พนักงานก็ต้องมีการเพิ่มทักษะในการดำงานด้วย เพราะถ้าธุรกิจเราปิดตัวไป พนักงานที่เป็น local ก็จำเป็นที่จะต้องมีทักษะและความสามารถเพื่อสามารถไปสมัครหางานที่ใหม่ด้วย ไม่งั้นคนที่นี่ก็จะพากันตกงานกัน

ดังนั้นนายจ้างต้องโชว์ว่านายจ้างได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกพนักงานที่เป็น local ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการส่งพนักงานไปเรียนเพิ่มเติมที่ TAFE หรือไปเรียนที่ใหนก็ได้ ก็อาจจะเป็นสัมมนาหรือ workshop อะไรก็ได้  ค่าใช้จ่ายในการฝึกงานให้กับพนักงาน เราเรียกว่า training benchmark 

นายจ้างเองต้องโชว์ commitment ด้วยว่านายจ้างมีการฝึกงานให้กับพนักงานที่ local ทุกปี ดังนั้นนายจ้างต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่อง training benchmark ทุกๆปี ไม่งั้นทางอิมมิเกรชั่นสามารถยกเลิก business nomination ของ subclass 457 ได้

การ training ไม่จำเป็นต้องไปเรียน face-to-face อย่างเดียว สมัยนี้มี online training มีเยอะแยะครับ 

J Migration Team เราสามารถช่วยท่านทำเรื่อง training benchmark ได้นะครับ คนสนใจก็ติดต่อมาได้นะครับ

Thursday, July 16, 2015

Student Visa: เงินโชว์ใน bank statement

เดี๋ยววันนี้เรามาอ่านเรื่องการโชว์เงินในบัญชีเพื่อทำวีซ่านักเรียนกันนะครับ

เงินที่โชว์ในบัญชี ต้องเป็นบัญชีของเราเองหรือของคนในครอบครัวนะครับ ที่บอกว่าคนในครอบครัวก็หมายถึง พ่อ แม่ พี่ น้อง สามีหรือภรรยานะครับ ญาติๆก็ได้ แต่ก็จะไม่หนักแน่นเท่ากับคนในครอบครัวเราเอง 

ถ้าเงินที่โชว์ในบัญชีเป็นเงินของเราเอง ปัญหาทุกอย่างมันก็ไม่มี

แต่ถ้าเราจะเอาบัญชีของคนในครอบครัวมาโชว์ ก็โชว์ได้นะครับ แต่เราก็ต้องอธิบายให้ case officer หรือเจ้าหน้าที่ด้วยว่าบัญชีนั้นเป็นบัญชีของใคร

ถ้าเป็น พี่หรือน้อง ก็ต้องมีหลักฐานมายืนยันด้วยว่าเป็นพี่หรือเป็นน้องกันจริงๆ หลักฐานก็อย่างเช่น ใบเกิดเรา กับใบเกิดพี่(หรือน้อง) เพราะใบเกิดเรากับใบเกิดพี่(หรือน้อง) มันต้องมีชื่อพ่อกับชื่อแม่ที่เป็นชื่อเดียวกัน อะไรประมาณเนี๊ยะ

หรือถ้าเป็นบัญชีของพ่อหรือแม่ ก็จะยิ่งง่ายใหญ่เลย เราก็เอาใบเกิดเรามาโชว์ ก็แค่นั้นเอง เพราะใบเกิดเราจะก็มีชื่อพ่อกับชื่อแม่อยู่แล้ว

สรุปคือเราต้องเชื่อมโยงให้ได้ว่าเค๊าคนนั้นเกี่ยวข้องกับเรายังไง ไม่ใช่จู่ๆก็บอกว่า เออ คนนี้เป็นพี่เรานะ คนนี้เป็นน้องเรานะ case officer ไม่ได้ทำงานแบบนั้นนะครับ

อีกวิธีที่ง่ายที่สุด ถ้าไว้ใจกันจริงๆ ก็ยืมตังค์ใครก็ได้เอามาใส่ในบัญชีไว้ก่อน แล้วก็ยื่นทำเรื่อง พอวีซ่าผ่านเราก็คืนตังค์เค๊าไป คือเราก็แค่ยืมเอามาโชว์ในบัญชีเฉยๆ

หากสงสัยอะไรก็ติดต่อเข้ามาได้นะครับ

Monday, July 13, 2015

การเตรียมเอกสารสำหรับทำ Partner Visa

การเตรียมเอกสารในการทำวีซ่า Partner Visa นะครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบแต่งงาน หรือ de facto และก็แบบทั้งเพศเดียวกัน และต่างเพศ

เอกสารของผู้สมัคร (ทุกอย่างต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ยกเว้นเอกสารอันใหนที่มีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว)

  • Passport
  • ใบเกิด
  • ใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลทั้งหมดที่มี
  • ถ้าเคยหย่าหรือแต่งงานมาก่อน ก็เอาใบทะเบียนสมรสและใบหย่ามาด้วยนะครับ
  • ถ่ายเอกสารหน้า-หลัง บัตรประชาชนไทย
  • สมุดบัญชีธนาคารส่วนตัว
  • บิลอะไรต่างๆที่มาที่อยู่ ที่เราอยู่ปัจจุบัน
  • ใบตรวจประวัติ police check ทั้งที่ออสเตรเลียและก็เมืองไทย

เอกสารของคนสปอนเซอร์
  • Passport
  • ถ้าไม่มี passport ก็เอาใบเกิดที่สามารถยืนยันว่าคนที่สปอนเซอร์เราหนะเป็น PR หรือซิติเซ่นที่นี่
  • บัตร Medicare, หรือใบขับขี่
  • สมุดบัญชีธนาคารส่วนตัว

เอกสารที่ใช้ร่วมกัน
  • ถ้าแต่งงานก็เอาใบจดทะเบียนสมรสมา
  • ถ้าไม่แต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นแบบต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ถ้าจด register of relationship ก็เอา certificate นั้นมานะครับ
  • ถ้าไม่แต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นแบบต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ถ้าอยู่ด้วยกันแบบ de facto และก็อยู่ด้วยกันเกิน 12 เดือน ก็ต้องหาเอกสารมายืนยันว่าอยู่ด้วยกันเกิน 12 เดือนจริงๆ
  • สมุดบัญชีธนาคารร่วม ถ้ามี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีก็จะดีที่สุด
  • บิลอะไรต่างๆที่มีชื่อร่วมกัน อย่างเช่น บิลค่าเช่าบ้าน หรือบิลผ่อนบ้าน, บิลค่าน้ำ บิลค่าไฟ อะไรก็ว่าไป
  • รูปถ่ายที่ออกงานสังคม ไปใหนมาใหนด้วยกัน
นี่ก็เป็นเอกสารคร่าวๆ แค่พอชี้แนะแนวทางเฉยๆนะครับ ถ้าจะทำเรื่องขอ PR จริงๆก็จะมีมากกว่านี้อีกหลายเท่า แนะนำให้ติดต่อหลังไมค์นะครับ


Sunday, July 12, 2015

มีลูกด้วยกันกับสามี ไม่ได้หมายความว่า Partner Visa เราต้องผ่าน


เมื่อวานได้ฟังรายการดีๆจาก ABC Radio เป็นสถานีวิทยุของรัฐบาล พอดีเค๊ามี case studies ต่างๆเกี่ยวกับ Partner Visa ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เป็นสิ่งที่คนไทยเราควรรู้โดยเฉพาะคนที่ทำเรื่องขอ PR แบบ Partner Visa 

ปกติแล้วข้อมูลพวกนี้ก็เป็นข้อมูลที่ทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนต์รู้กันอยู่แล้ว แต่บางทีก็เป็นการยากที่เราจะพยายามอธิบายอะไรที่เป็น technical term หรือตัวบทกฏหมาย ให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ศัพท์ภาษาทางด้านกฏหมายมากนัก

การที่ Partner Visa จะถูก approve หรือได้ PR นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้อง 

  1. เป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง (ไม่ได้จ้างแต่ง หรืออยู่ด้วยกันเพื่อที่จะเอา PR เท่านั้น)
  2. เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง ก็หมายความว่า ยังคบกันอยู่ ยังอยู่ด้วยกันอยู่ ยังไม่ได้เลิกกัน
บางคนก็คิดเอาง่ายๆว่า มีลูกด้วยกัน ก็ได้ PR เองแหละ ไม่จริงครับ แนะนำให้คิดใหม่

ถ้ามีลูกด้วยกันแล้ว และคุณสมบัติตรงตาม 2 ข้อข้างบน ก็ OK เราได้ PR แน่นอน ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ถ้าได้ลูกด้วยกันแล้ว ในขณะที่รอเรื่อง PR อยู่นั้น เผอิญทั้งสองฝ่ายไปด้วยกันไม่ได้ ต้องมีการเลิกลากันไป เรื่อง PR เราก็ไม่ผ่านนะครับ ถึงแม้ว่าลูกที่ออกมานั้นจะเป็น citizen ก็เถอะ เพราะลูกที่เป็น citizen กฏหมาย ณ ตอนนี้ ไม่มีวีซ่าตัวใหนที่ลูกที่เป็น citizen สามารถทำเรื่องสปอนเซอร์พ่อหรือแม่ให้เป็น PR ได้นะครับ

ถ้าใครคิดง่ายๆ มีลูกด้วยกันแล้ว ลูกเป็น citizen แล้ว ยังไงเราก็ต้องได้ PR แน่นอน แนะนำให้เปลี่ยนแนวคิดใหม่นะครับ

คนที่ฉลาดเค๊าจะก็พยายามอยู่ด้วยกันไปก่อนจนกว่าจะได้ PR ถึงตอนนั้นถ้าจะเลิกลากันไปก็ไม่เป็นไรละ ไม่ได้หมายความว่าเราแนะนำให้คนเลิกกันนะครับ คือเราแนะนำในแง่ของกฏหมายว่าเราต้องทำยังไง plan ยังไงกับชีวิตเรา ชีวิตเราจะไม่ได้ไม่มีปัญหา และจะได้ไม่มีผลกระทบต่อลูกด้วย

เพราะหลาย case studies ที่นำเสมอที่ ABC Radio นั้นคือแม่ต้องกลับประเทศเค๊า ลูกที่เป็น citizen ก็ต้องไปอยู่กับแม่ที่ต่างประเทศด้วย สรุปก็เป็นปัญหาสังคม เพราะ พ่อ แม่ ลูก ต้องแยกกันอยู่ และลูกที่เป็น citizen แต่ต้องไปอยู่ประเทศอื่นกับแม่ เพราะศาลสั่งให้แม่เป็นคนดูแลลูก อะไรประมาณเนี๊ยะ

ก็หวังว่าเรื่องราวแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับเรานะครับ