เอกสารที่ต้องเตรียม:
1. Statutory Declaration: เขียนเล่าเรื่องราวในเวอร์ชันของเราเอง
2. Supporting Documents อย่างน้อย 2 ชิ้น จากหน่วยงานหรือวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ เช่น ตำรวจ, หมอ, พยาบาล, จิตแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่จากที่พักฉุกเฉิน ฯลฯ
ที่ปรึกษาการตั้งรกรากในออสเตรเลีย; Australia Settlement Strategist
ให้คำปรึกษาและบริการทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น และวีซ่าออสเตรเลีย
Facebook page: J Migration Team วีซ่าออสเตรเลีย
John Paopeng จอห์น เผ่าเพ็ง
MARN: 0851174
jpp168.immi@outlook.com
PO Box 5399, Wollongong, NSW 2520
การยื่นขอวีซ่าคู่ครองออสเตรเลีย Subclass 820/801 หรือ Subclass 309/100 หลายคนอาจคิดว่าแค่จดทะเบียนสมรสหรือจด de facto (บางรัฐ) หรือจัดงานแต่งงานก็เพียงพอแล้ว
แต่ในความเป็นจริง การพิจารณาของ case officer นั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก
4 อย่างที่เจ้าหน้าที่ใช้ตัดสินความสัมพันธ์
1. ด้านการเงิน (Financial Aspects)
การมีบัญชีธนาคารร่วมกันเป็นเรื่องดี
แต่ต้องมีการใช้งานจริงทั้งสองฝ่าย
หากพบว่ามีเพียงคนเดียวที่โอนเงินเข้า หรือไม่มีการแชร์ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญน้อยลง
2. การใช้ชีวิตภายในบ้าน (Nature of the Household)
การอ้างว่าอยู่กินด้วยกันต้องมีหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ เช่น บิลค่าน้ำค่าไฟชื่อร่วม จดหมายที่ส่งมายังที่อยู่เดียวกัน หรือการแบ่งหน้าที่ดูแลบ้านที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
3. ด้านสังคม (Social Aspects)
รูปถ่ายคู่หรือรูปถ่ายกับเพื่อนฝูงในงานต่าง ๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เจ้าหน้าที่มองว่ารูปภาพสามารถจัดฉากได้ง่าย จึงมักให้ความสำคัญน้อยกว่าหลักฐานอื่น ๆ
4. ความผูกพันและคำมั่นสัญญา (Nature of Commitment)
ระยะเวลาของความสัมพันธ์ต้องมีความต่อเนื่อง หากหลักฐานดูขาดช่วง หรือไม่มีการระบุถึงการวางแผนอนาคตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การระบุชื่อคู่ครองเป็นผู้รับผลประโยชน์ใน Superannuation ที่มีการทำไว้นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำเพื่อยื่นวีซ่า ก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่กังขาได้
หากเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น สงสัยเรื่องการใช้จ่ายร่วมกัน หรือมองว่าหลักฐานที่ส่งมาดู "สร้างขึ้นเพื่อการยื่นวีซ่า" มากกว่า "เกิดขึ้นตามธรรมชาติ" เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ให้ค่านิยมของหลักฐานนั้นน้อยลง (Little weight) จนนำไปสู่การปฏิเสธวีซ่าในที่สุด
เมื่อวีซ่าถูกปฏิเสธ... ต้องทำอย่างไร?
หากได้รับจดหมายปฏิเสธ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติและตรวจสอบสิทธิการอุทธรณ์:
- ยื่นอุทธรณ์ต่อ Administrative Review Tribunal (ART) เพื่อขอให้ทบทวนคำตัดสินได้
- ปกติจะมีเวลาเพียง 28 วันหลังจากได้รับแจ้งผล
โปรดปรึกษา MARN หรือ Legal Practitioner ของคุณ
J Migration Team: Australia Settlement Strategist
ที่ปรึกษาการตั้งรกรากในออสเตรเลีย
jpp168.immi@outlook.com
ผู้ถือวีซ่านักเรียนในออสเตรเลียหลายคนมักเข้าใจว่า ขอเพียงยังมี CoE และยังเรียนอยู่ ก็ไม่น่ามีปัญหากับวีซ่า แต่ในทางกฎหมายคนเข้าเมือง ความจริงละเอียดกว่านั้นมาก เพราะผู้ถือ Student visa ต้องปฏิบัติตาม เงื่อนไขวีซ่า อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องระดับหลักสูตรที่เรียน
หนึ่งในปัญหาที่พบได้จริงคือ การเปลี่ยนไปเรียนหลักสูตรที่มี AQF level ต่ำกว่า หลักสูตรที่ผูกกับวีซ่าเดิม
โดยเจ้าตัวอาจคิดว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนแผนการเรียนตามปกติ แต่ในมุมของกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง การเปลี่ยนลักษณะนี้อาจกลายเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขวีซ่า และนำไปสู่การยกเลิกวีซ่าภายใต้ section 116(1)(b) of the Migration Act 1958 ได้
Condition 8202 กำหนดว่า ผู้ถือวีซ่าต้องลงทะเบียนเรียนใน full-time registered course และต้องรักษาการลงทะเบียนในหลักสูตรที่เมื่อเรียนจบแล้ว จะให้คุณวุฒิในระดับ AQF เท่ากับหรือสูงกว่า หลักสูตรที่ใช้ขอวีซ่าเดิม เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นเฉพาะบางกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้
พูดง่าย ๆ คือ หากวีซ่าของคุณได้รับอนุมัติโดยอิงกับหลักสูตรระดับสูงระดับหนึ่ง คุณไม่ควรเปลี่ยนไปเรียนหลักสูตรที่ต่ำกว่าระดับนั้นเองโดยไม่ตรวจผลทางกฎหมายก่อน เพราะแม้จะยังเรียนอยู่จริง ก็ยังอาจถือว่าผิดเงื่อนไขวีซ่าได้
สิ่งที่อิมมิเกรชั่นพิจารณาคือ คุณรักษาการลงทะเบียนให้ถูกต้องตามเงื่อนไขวีซ่า ไม่ใช่ดูแค่ว่ายังลงทะเบียนเรียนอยู่
หากผู้ถือวีซ่าไปอยู่ในหลักสูตรที่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด แม้จะเป็นช่วงหนึ่ง แล้วภายหลังกลับไปลงเรียนในระดับที่ถูกต้องอีกครั้ง ก็ไม่ได้แปลว่าการฝ่าฝืนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจะหายไป โดยเฉพาะถ้าช่วงเวลาที่ผิดเงื่อนไขกินเวลานาน อิมมิเกรชั่นอาจมองว่าเป็นการ breach ที่มีนัยสำคัญได้
เมื่อได้รับ Notice of Intention to Consider Cancellation ผู้ถือวีซ่ามักอธิบายเหตุผลในทำนองว่า
ไม่ทราบว่าการเปลี่ยนไปเรียนคอร์สที่ AQF ต่ำกว่าจะผิดเงื่อนไขวีซ่า
เข้าใจผิด
เมื่อทราบแล้วก็รีบแก้ไขทันที
ยังมีความตั้งใจเรียนต่อจริง
ลงทะเบียนกลับเข้าสู่คอร์สที่ถูกต้องแล้ว
เหตุผลเหล่านี้อาจช่วยได้ในแง่การอธิบายเจตนา แต่ไม่ได้แปลว่าจะเพียงพอเสมอไป เพราะอิมมิเกรชั่นมักย้ำหลักสำคัญว่า ผู้ถือวีซ่ามีหน้าที่ต้องรู้เงื่อนไขวีซ่าของตนเอง และต้องตรวจสอบให้ชัดก่อนเปลี่ยนแผนการเรียน หากไม่แน่ใจควรสอบถามอิมมิเกรชั่นหรือขอคำแนะนำจาก MARN หรือ Legal Practitioner ก่อนดำเนินการ (ไม่ใช่ Student Agent)
แม้จะมี ground for cancellation แล้ว case officer จะยังต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยหลายด้านก่อนตัดสินใจว่าจะยกเลิกวีซ่าหรือไม่ เช่น
จุดประสงค์ของการอยู่ในออสเตรเลียยังสอดคล้องกับ student visa หรือไม่
ระดับความรุนแรงของการฝ่าฝืนเงื่อนไข
ความลำบากที่ผู้ถือวีซ่าจะได้รับหากถูกยกเลิกวีซ่า
สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการฝ่าฝืน
พฤติกรรมที่ผ่านมา
ผลทางกฎหมายหากวีซ่าถูกยกเลิก
พันธกรณีระหว่างประเทศของออสเตรเลีย
ในบางกรณี อิมมิเกรชั่นอาจยอมรับว่า ผู้ถือวีซ่ายังมีเจตนาเรียนจริง และอาจได้รับผลกระทบด้านการเรียน การเงิน และจิตใจหากถูกยกเลิกวีซ่า แต่หากการฝ่าฝืนเงื่อนไขถูกมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของ Student visa และฝ่าฝืนเป็นเวลานาน ปัจจัยเหล่านั้นก็อาจมีน้ำหนักไม่พอที่วีซ่าจะไม่ถูกยกเลิก
เมื่อ Student Visa ถูกยกเลิก วีซ่าจะสิ้นผลทันที คุณจะกลายเป็นคน "วีซ่าขาด" เลยทันที เสี่ยงต่อการถูกควบคุมตัวหรือถูกนำออกจากออสเตรเลียได้
นอกจากนี้ ยังอาจได้รับผลกระทบต่อการยื่นวีซ่าอื่นในอนาคต เช่น การถูกจำกัดทางเลือกจาก section 48 และผลของ Public Interest Criterion 4013 สำหรับวีซ่าชั่วคราวบางประเภทในช่วงเวลาหนึ่ง
หากมีคำสั่งยกเลิกวีซ่า โดยทั่วไปคุณมีสิทธิขอ merits review ต่อ Administrative Review Tribunal (ART) ได้ ภายในกรอบเวลาที่กำหนด 28 วัน
ก่อนจะเปลี่ยนคอร์ส เปลี่ยนสถาบัน หรือเปลี่ยนระดับการเรียน ควรถามตัวเองอย่างน้อย 4 ข้อ
1. หนึ่ง หลักสูตรใหม่อยู่ใน AQF level ไหน
2. ต่ำกว่าหลักสูตรที่ผูกกับวีซ่าเดิมหรือไม่
3. การเปลี่ยนนี้เข้าข้อยกเว้นของ condition 8202 หรือไม่
4. หากไม่แน่ใจ ได้ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือยัง: MARN หรือ Legal Practitioner (ไม่ใช่ Student Agent)
อย่าคิดว่าแค่ว่ามี CoE ให้แล้วจะ OK
ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะงานที่มีการแตะเนื้อต้องตัว
ก่อนที่จะทำอะไร
โปรดขออนุญาตลูกค้าก่อน
ทุกอย่างต้องมี consent
โดยเฉพาะจุด sensitive
ในวันที่จู่ ๆ คุณก็ได้รับการแจ้งข้อหา sexual harassment
และสิ่งที่ตามมาก็คือ Notice of intention to consider cancellation under s501(2)
ได้โปรดมีสติและ boundary ในการทำงาน
อย่ามัวแต่ลูบเพลิน
อย่ามัวแต่คลำเพลิน 💕💕💕
เอ๊ะ... เราคุยกันเรื่องอะไร!!! 💕💕💕
Partner Visa (onshore/offshore) ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต พยายามอย่าเอาตัวเองไปยุ่งกับ Bridging Visa E 💕 💕 💕
1. ยกเว้นในกรณีที่มันเลือกไม่ได้จริง ๆ
หรือคุณมั่นใจแล้วว่าความสัมพันธ์ของคุณไม่สั่นคลอนแล้วแน่นอน
มั่นใจว่าความสัมพันธ์ไปถึงฝั่งแน่นอน
แบบนั้นไม่มีปัญหาอะไร
2. แต่เมื่อไรก็ตามแต่ที่ความสัมพันธ์ของคุณไม่ได้ไปต่อกับคนปัจจุบันแล้ว
ชีวิต onshore มันไปต่อยากมากเลย
ยกเว้นว่าคุณมี special circumstances อะไร
หรือ compelling reasons อะไร
อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
3. หรือหากเจอความสัมพันธ์ใหม่ แล้วต้องการยื่นเรื่อง onshore มันไปต่อยากมากเลย
ยกเว้นว่าคุณมี special circumstances อะไร
หรือ compelling reasons อะไร
อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะครับ
ยกเว้นตามข้อ 1
Note: ยื่น Partner Visa offshore; Subclass 309 สามารถรอเรื่องภายในประเทศได้
J Migration Team; Australia Settlement Strategist
ที่ปรึกษาการตั้งรกรากในออสเตรเลีย
#JMigrationTeam
#MARN0851174
#วีซ่าออสเตรเลีย #Australia #Visa 💕💕💕
Substantial Criminal Record เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิจารณาว่าบุคคลนั้น ผ่านหรือไม่ผ่าน character test ภายใต้ section 501 ของ Migration Act 1958
หากไม่ผ่าน character test วีซ่าอาจถูกปฏิเสธ หรือหากถือวีซ่าอยู่แล้ว วีซ่าอาจถูกพิจารณายกเลิกได้
Section 501(7) กล่าวเอาไว้ว่า บุคคลจะถือว่ามี substantial criminal record หากเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น
ถูกพิพากษาโทษประหารชีวิต (ออสเตรเลียยกเลิกไปนานแล้ว)
ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
ถูกพิพากษาจำคุก 12 เดือนขึ้นไป (รวมถึงรอลงอาญา)
ถูกพิพากษาจำคุกหลายคดีรวมกันแล้ว ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ถูกศาลวินิจฉัยว่ากระทำความผิดแต่พ้นโทษด้วยเหตุวิกลจริต หรือไม่พร้อมต่อการสู้คดี และถูกสั่งให้ควบคุมตัวในสถานพยาบาลหรือสถาบันจิตเวช
กล่าวง่าย ๆ คือ จุดสำคัญไม่ได้ดูแค่ว่า “มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่” แต่ดูด้วยว่า ระดับโทษถึงเกณฑ์ที่กฎหมายถือว่าร้ายแรงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเกณฑ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ โทษจำคุกตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ประเด็นนี้สำคัญมาก หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่ต้องเข้าเรือนจำจริง ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย substantial criminal record
Direction No. 110 แนวคิดของกฎหมายคือให้ดูที่ “term of imprisonment” หรือระยะโทษจำคุกที่ศาลกำหนด ไม่ได้ดูแค่ว่าถูกคุมขังจริงหรือไม่เสมอไป
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ถ้าศาลสั่งโทษจำคุก 12 เดือนขึ้นไป แม้จะเป็น suspended sentence หรือมีเงื่อนไขอื่น ก็ยังอาจทำให้บุคคลนั้นเข้าข่าย substantial criminal record ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะคำพิพากษาและการนับโทษตามกฎหมายคนเข้าเมือง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคดีที่ดูเหมือน “ไม่หนักมาก” เมื่อพิจารณาทีละข้อหา อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทางกฎหมายคนเข้าเมืองเมื่อรวมผลของคำพิพากษาเข้าด้วยกัน
แม้ substantial criminal record จะเป็นเหตุสำคัญ แต่ไม่ใช่เหตุเดียว กฎหมายใน section 501 ยังมีเหตุอื่นอีก เช่น
การมีประวัติหรือพฤติกรรมที่ทำให้ถูกมองว่าไม่ใช่บุคคลมีความประพฤติดี
ความเสี่ยงที่จะก่ออันตรายต่อชุมชนออสเตรเลีย (ค่อนข้างกว้าง)
ความเกี่ยวข้องกับองค์กรหรือพฤติการณ์ทางอาชญากรรมบางประเภท
ความผิดบางลักษณะ เช่น ความผิดเกี่ยวกับเด็ก หรือความผิดร้ายแรงบางประเภท
อย่างไรก็ตาม substantial criminal record เป็นหนึ่งในเหตุที่ชัดและตรงที่สุด เพราะตัวบทกฎหมายกำหนดเกณฑ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนนี้ ผู้มีวีซ่ามักต้องอธิบายเรื่องต่าง ๆ เช่น
พฤติการณ์ของคดี
การสำนึกผิดและการฟื้นฟูพฤติกรรม
ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ
ความผูกพันกับออสเตรเลีย
ผลกระทบต่อคู่สมรส บุตร หรือครอบครัว
อุปสรรคในการกลับประเทศเดิม
การคุ้มครองชุมชนออสเตรเลีย
ความรุนแรงของพฤติการณ์
ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ
ความรุนแรงในครอบครัว
ความสัมพันธ์และระยะเวลาที่บุคคลนั้นผูกพันกับออสเตรเลีย
ประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ความคาดหวังของสังคมออสเตรเลีย (ค่อนข้างกว้าง แต่ก็ common sense)
Direction No. 110 คือกรอบที่ช่วยกำหนดว่า สุดท้ายแล้วควรยกเลิกวีซ่าหรือไม่
Substantial Criminal Record ในกฎหมายคนเข้าเมืองออสเตรเลีย ไม่ได้หมายถึงการมีคดีอาญาทั่วไปทุกกรณี แต่หมายถึงประวัติอาชญากรรมที่เข้าเกณฑ์ความร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่มี โทษจำคุกตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป หรือหลายโทษรวมกันถึงเกณฑ์ดังกล่าว
เมื่อบุคคลเข้าข่ายนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกมองว่า ไม่ผ่าน character test ภายใต้ section 501 และอาจนำไปสู่การปฏิเสธหรือยกเลิกวีซ่าได้ แต่ในหลายกรณียังมีขั้นตอนให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบก่อนมีคำตัดสินสุดท้าย
J Migration Team; Australia Settlement Strategist
ที่ปรึกษาการตั้งรกรากในออสเตรเลีย
3rd time in Perth
มาเที่ยว... เราก็จะเจอแต่สิ่งสวยงาม เพราะเราจะเช่ารถแล้วก็ขับไปตามจุด Tourist Destinations
เหมือน local government และTourism Board ก็จะจัดฉากเอาไว้แล้ว
เราก็จะเจอแต่ของเจริญหูเจริญตา
สวยงาม
โดยส่วนตัวแล้ว เราชอบถนนหนทางที่นี่นะครับ ใหม่ กว้าง ขับรถสะดวก
เงินที่ WA เยอะ เพราะธุรกิจ mining
แต่
เมื่อต้องมาทำงาน
เราต้องพักในเมือง ใน CBD
Perth CBD อารมณ์มันก็จะแตกต่างไปจากตอนที่เรามาเที่ยว ที่ชิล ๆ เมืองรอบนอกและไปตามจุด Tourist Destinations
...hmmmm.... junkies เยอะนะ
anti-social behaviour เยอะนะ
จุดบางจุด เดินอ้อมได้ก็ต้องอ้อมนะ
...แต่...
นั่นแหละ
งานก็คืองาน
Perth... อย่างไรก็ต้องกลับมาอีกแหละครับ เพราะฐานลูกค้าเราอยู่ที่นี่ก็เยอะ
บางจุดก็ไม่ควรเดินคนเดียว
กลางวันก็เถอะ
อย่างเช่นแถว ๆ TAB (คนเล่นการพนัน)
หรือ Convenience Store บางพื้นที่ (เพราะมีตู้ ATM อยู่ที่นั่น)
บางหัวมุมตึก ชาวพื้นเมืองก็นั่งรวมตัวกันดูดบุหรี่อยู่กับพื้น
การงานไม่ต้องทำ
รอสวัสดิการรัฐทุก ๆ 2 อาทิตย์ เงินเข้าบัญชี
Yeap... this is Perth. 💕💕💕
มีความ contrast อยู่ในตัว
ธุรกิจ mining ค่อนข้าง boom
เงินสะพัด
แต่ก็จะมีคนบางกลุ่มเลือกที่จะไม่ทำงาน
รอแบมือขอเงินจากสวัสดิการรัฐอย่างเดียว
ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับ
มันคือสิทธิ์ของเขา เราไม่ว่ากัน
แค่เล่าให้ฟัง
จะอย่างไรก็ตาม
เราก็ต้องกลับมาอยู่ดีแหละ
งานก็คืองาน
เดี๋ยวคงชินไปเอง 💕💕💕
again
ไม่ได้บ่นนะครับ
แค่เล่าให้ฟัง 💕💕💕
เผื่อใครมาครั้งแรก จะได้ไม่ culture shock
เมืองทุกเมือง ก็มี characteristic ที่แตกต่างกันออกไป
Perth แล้วเราคงได้เจอกันอีก 💕💕💕
Hopefully this year September or October.
...หน้าที่มาก่อนสิทธิ... 💕💕💕
02/04/2026 💕💕💕