Friday, September 11, 2015

Bridging Visa E


Bridging Visa E ก็เป็นอีก Bridging Visa หนึ่งที่เราคิดว่าคนไทยน่าจะรู้กันไว้ ไม่ต้องไป worries เรื่อง Bridging Visa D หรือ Bridging Visa F เพราะโอกาสที่เราจะได้ใช้ Bridging Visa พวกนั้นมีน้อยมาก (D กับ F)

Bridging Visa E นั้นเป็น Bridging Visa อีก Bridging Visa ที่มีประโยชน์ต่อสถานะภาพของเรา เพราะจู่ๆเราจะไปขอ Bridging Visa E จากอิมมิเกรชั่นไม่ได้ Bridging Visa E มีไว้สำหรับคนที่เป็นผี หรือพวกวีซ่าขาดเท่านั้น ก็คือประมาณว่าแทนที่เราจะอยู่เป็นผี วีซ่าขาด ผิดกฏหมาย เราก็ทำเรื่องขอ Bridging Visa E ได้ อย่างน้อยก็จะได้มีวีซ่าถูกต้อง 

ในกรณีที่ทางอิมมิเกรชั่นมีการเข้าไปจับคนที่ไม่มีวีซ่า คนที่อยู่แบบผิดกฏหมาย ปกติทางอิมมิเกรชั่นก็จะออก Bridging Visa E ให้ได้เลยทันที เราไม่ต้องไปขอที่อิมมิเกรชั่น เจ้าหน้าที่ที่ทำการจับเรา สามารถออก Bridging Visa E ได้เลยตอนนั้น (ถ้าเค๊ามีคอมพิวเตอร์นะ หรือไม่เค๊าก็ต้องโทรเข้ามาที่อิมมิเกรชั่น) แล้วก็เราจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน หรือเก็บข้าวของกลับประเทศ คืออย่างน้อย เราก็ถือวีซ่าอะไรสักอย่าง ไม่ได้เป็นผีแล้ว เพราะคนต่างด้าวทุกคนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียต้องมีวีซ่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีวีซ่า ก็ถือว่าเป็นผี หรืออยู่แบบผิดกฏหมาย

อย่างน้อยถ้าเจ้าหน้าที่ออก Bridging Visa E ให้เรา ณ ตอนนั้น อย่างน้อยก็ถือว่าเราถือวีซ่า อย่างใดอย่างหนึ่งละ ไม่ได้อยู่อย่างผิดกฏหมาย ไม่มีวีซ่า หรือวีซ่าขาด

และอีกอย่างก็คือ ถ้าเราได้ Bridging Visa E แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องโดนจับไปที่ศูนย์กักกัน เพราะสมัยนี้เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยจับคนเข้าไปที่ศูนย์กักกันแล้วหละ เพราะถ้าเราโดนจับไปที่ศูนย์กักกัน มันก็จะมีค่าใช้จ่ายมีเพิ่มเข้ามา ที่รัฐบาลของออสเตรเลียจะต้องออกจ่ายไปก่อน แล้วค่อยมาเก็บกับรัฐบาลไทยทีหลัง ซึ่งเสียทั้งเวลาและเป็นภาระของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายเปล่าๆ

ข้อดีของการได้ Bridging Visa E ก็คืออย่างน้อยเวลาได้ Bridging Visa E เราก็ยังสามารถอยู่บ้านไม่ต้องโดนกักกัน ได้เก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศ ไม่ต้องรีบร้อนอะไรมากมาย

อีกกรณีหนึ่งที่เราจะได้ Bridging Visa E กันก็คือพวกที่ทำผิดวีซ่า condition แล้วโดนยกเลิกวีซ่า แต่เราก็ยังสามารถถือ Bridging Visa E เพื่ออยู่รอผลวีซ่าตัวใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น วีซ่านักเรียน ทำเรื่องวีซ่าแต่งงาน แล้วไม่อยากไปเรียน เราก็สามารถปล่อยให้โรงเรียนแจ้งอิมมิเกรชั่น แล้วยกเลิกวีซ่าเราไปเลย แล้วเราก็ทำเรื่องขอ Bridging Visa E เพื่อที่จะอยู่รอวีซ่าแต่งงานของเราได้ ไม่มีปัญหาอะไร ประหยัดตังค์ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้

อีกกรณีหนึ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ ถ้าเราเป็นผี วีซ่าขาด ถ้าเราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เราอยากจะกลับเมืองไทยแล้ว เราก็สามารถทำได้ด้วยการไปทำเรื่องขอ Bridging Visa E ที่อิมมิเกรชั่นที่ใหนก็ได้ พอเราได้ Bridging Visa E เราก็สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ซื้อตั๋วกลับประเทศไทยได้เลย

คือถ้าเราเป็นผี หรือวีซ่าขาด ถ้าอยู่มาวันหนึ่งอยากจะกลับประเทศไทย ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆแล้วไปซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วเดินดุ่มๆไปที่สนามบินนะครับ จริงๆแล้วก็ทำได้ แต่ก็จะกลายเป็นเรื่องฮูฮา เพราะเราไม่มีวีซ่า เดี๋ยวเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นก็ต้องมาสัมภาษณ์ นั่น นี่ โน่น ดีไม่ดีอาจจะไม่ทันขึ้นเครื่องก็ได้ วีธีที่ดีที่สุดก็คือไปขอ Bridging Visa E ก่อน แล้วค่อยไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย แบบนั้นจะได้ไม่มีปัญหาที่สนามบิน จะได้เดินทางออกได้เลย เดินทางด้วยความราบรื่น

อีกกรณีหนึ่งที่เราสามารถขอ Bridging Visa E ได้ก็คือ ถ้าวีซ่าปัจจุบันเรามีปัญหา จะด้วยอะไรก็ตามแต่แล้วยื่นเรื่องอุทรณ์กับ MRT/AAT (เปลี่ยนชื่อเป็น AAT แล้วครับ) ไม่ทัน ปกติแล้ว case officer ก็จะไม่ใจร้ายเท่าไหร่ เราก็จขอ Bridging Visa E ได้ เพราะขอฟรี ทางเจ้าหน้าที่หรือ case officer จะออก Bridging Visa E ให้เราก็ต่อเมื่อ เรารู้ว่าเราจะยื่นวีซ่าตัวใหม่ภายใน 3-5 วัน และเราก็รู้ว่าวีซ่าเราจะผ่าน นี่แนะแหละครับปัญหาของกฏหมายอิมมิเกรชั่นที่นี่ เราไม่ใช่ case officer เราจะรู้ได้ไงว่าวีซ่าเราจะผ่าน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทนายความ อิมมิเกรชั่นเอเจนย์ และนักการกฏหมายหลายๆคนได้แนะนำให้ทางอิมมิเกรชั่นแก้ไขกฏหมายตรงนี้ เพราะมันเป็นอะไรที่ไม่ชัดเจนมากเลย แต่รัฐบาลชุดใหนๆก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้สะเท่าไหร่ เราก็เลยปล่อยเลยตามเลย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา สรุปคือถ้าอิมมิเกรชั่นให้ Bridging Visa E เรามา เราก็รีบรับเลยละกัน ดีกว่าอยู่เป็นผี พอได้ Bridging Visa E เราก็ค่อยทำเรื่องขอวีซ่าตัวใหม่ หาทางขยับขยายกันต่อไป

โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่า Bridging Visa E เป็น Bridging Visa อีกตัวหนึ่งที่ทำประโยชน์ได้หลายอย่างนะครับ จะคิดจะทำอะไรจะได้มีทางหนีที่ไล่ได้ ก็ลองไปศึกษากันดูนะครับ

Monday, September 7, 2015

Bridging Visa C


Bridging Visa C เป็น Bridging Visa สำหรับคนที่เป็นผี หรือวีซ่าขาด เวลายื่นขอ substantive visa อะไรไป แทนที่จะได้ Bridging Visa A เหมือนคนอื่นทั่วๆไปเค๊า คนที่อยู่เป็นผี หรือวีซ่าขาดก็นะได้ Bridging Visa C นี้แทนนะครับ

Bridging Visa C จะได้โดยอัตโนมัตินะครับ ดังนั้นคนที่วีซ่าขาด ไม่ต้องกระโตกกระตาก ตกใจ วี๊ดว๊าย กระตู้ฮู้ไปว่า จู่ๆอยู่เป็นผี วีซ่าขาดมาตั้งนานสองนาน จะทำอะไรก็กลัว จะทำอะไรก็ไม่กล้า กลัวถูกจับส่งกลับเมืองไทยมั่งหละ นั่น นี่ โน่น แล้วจู่ๆทำไมมันมี Bridging Visa C โผล่มาจากใหน อะไร ยังไงเนี๊ยะ เป็นไปได้เหรอ?

เอ่อ..... จริงๆแล้ว Bridging Visa C มันก็มีมาแต่ใหนแต่ไรนะครับ คนไทยเราหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันก็แค่นั้นเอง เพราะส่วนมากจะรู้จักกันแค่ Bridging Visa A เท่านั้น หรือถ้าพูดถึงเรื่อง Bridging Visa หนะเหรอ มีน้อยคนมากที่รู้ ส่วนมากก็เป็นทนายความหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนย์มากกว่าที่รู้ และอีกอย่างเวลาเค๊ารู้ เค๊าก็ไม่ได้ไปป่าวประกาศบอกชาวบ้านอะไรกัน เพราะธุระอะไรไม่ใช่ 

เพราะ Bridging Visa บางทีมันก็เป็นอะไรที่อธิบายให้คนทั่วๆไปเข้าใจยากเหมือนกัน เพราะมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน แต่ที่เราตัดสินใจมาเขียน blog พวกนี้ขึ้นมาก็เผื่อว่าเวลาคุยอะไรกับลูกค้าที่เค๊ามีความรู้มาบ้างเล็กน้อย มันก็ทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น จะได้ไม่ต้องอธิบายจนเสียงแหบเสียงแห้ง cafe latte แก้วเดียวคงไม่พอ

อะนะ ว่ากันไป.....

Bridging Visa C มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ

ข้อดีคือ:

  • จากที่เป็นผี วีซ่าขาด ตอนนี้เราก็สามารถยื่นวีซ่าได้แล้ว ไม่ต้องอยู่ต่อไปแบบกล้าๆกลัว วีซ่าที่สามารถยื่นได้ก็มี วีซ่าแต่งงาน Partner Visa, visa พวก skilled migrant อย่างเช่น subclass 189 เป็นต้น (ไม่ขออธิบายเรื่อง visa subclass 189 ตรงนี้นะครับ ไม่งั้นจะยาวเกิน)
ข้อเสียคือ:
  • เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ ไม่เหมือน Bridging Visa A ที่สามารถขอเป็น Bridging Visa B ทำเรื่องเดินทางออกนอกประเทศได้ Bridging Visa C ถ้าออกไปแล้วก็ออกไปเลย 
แต่จริงๆแล้ว เราคิดว่า ข้อดีมันมากกว่าข้อเสียนะครับ

ก็เราอยู่เป็นผี วีซ่าขาดมาตั้งนานสองนาน เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าออกไปก็โดน exclusion อีก คือเข้ามาอีกไม่ได้กี่ปีๆ ก็ว่าไป ถ้าเราได้ Bridging Visa C แล้วเดินทางออกไปนอกประเทศไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไรหนิ อยู่ถือ Bridging Visa C เพื่อรอผลวีซ่าตัวใหม่ออก รออีกนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป 
  • วีซ่าแต่งงานก็รอประมาณ 12-14 เดือน
  • วีซ่า subclass 186 ปกติก็ไม่เกิน 2-3 เดือนนะ ขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพ
เป็นไงหละ จากที่เป็นผี วีซ่าขาดอยู่ดีๆ ได้ Bridging Visa C มาหนะดีขนาดใหนแล้ว

แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า Bridging Visa C เนี๊ยะมีแค่ให้เราอยู่ที่นี่เพื่อรอวีซ่าตัวใหม่จะออกเท่านั้น ส่วนวีซ่าตัวใหม่ จะผ่านหรือไม่ผ่านนั้นมันอีกคนละเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่า เราจะ present ข้อมูลของเรายังไง เอกสารอะไรครบใหม

Friday, September 4, 2015

Bridging Visa B


ได้เขียนเรื่อง Bridging Visa A ไปแล้ว เดี๋ยววันนี้เรามาเรียนรู้กันต่อเรื่อง Bridging Visa B กันนะครับ

ในหมวด Bridging Visa ทั้งหมด Bridging Visa B เป็น Bridging Visa ที่สามารถใช้เดินทางเข้าออกประเทศออสเตรเลียได้ ก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะได้เป็นเดินทางเข้าออกรอบเดียว (single entry) หรือเข้าออกประเทศได้หลายๆรอบ (multiple entries) 

Bridging Visa อย่างอื่นไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ อย่างเช่น Bridging Visa A, Bridging Visa C หรือ Bridging Visa E

Bridging Visa E นี่คือออกแล้ว ออกไปเลย กลับเข้ามาในประเทศไม่ได้ เดี๋ยวคงได้อ่านเรื่อง Bridging Visa E กันเร็วๆนี้นะครับ

ปกติแล้ว Bridging Visa B ก็จะเป็น Bridging Visa ต่อเนื่องจาก Bridging Visa A, เพราะ Bridging Visa ตัวอื่นๆไม่สามารถขอ Bridging Visa B เพื่อเดินทางออกนอกประเทศได้

Bridging Visa B โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว เป็นวีซ่าให้เปล่า คือแบบว่า 99.99% ยังไงๆก็ได้ ขอให้จ่ายค่าสมัครมาเถอะอะไรประมาณนี้ เพราะว่า Bridging Visa ตัวอื่นๆจะไม่มีค่าสมัครเลย ทางอิมมิเกรชั่นสามารถออกให้ได้เลย ก็มีแต่ Bridging Visa B นี่แหละที่ต้องจ่ายค่าสมัคร $140

Bridging Visa B ปกติแล้วเจ้าหน้าที่ที่ counter สามารถออกให้ได้เลยภายใน 5 นาที ถ้าเป็นที่ซิดนีย์ก็สามารถถือฟอร์มแล้วไปยื่นได้เลย เจ้าหน้าที่ก็จะโทรถาม case officer ว่า case เราใกล้จะออก ใกล้จะ finalize อะไรหรือยัง ถ้าไม่ใกล้ finalize ปกติแล้วก็เดินทางออกได้ ซึ่ง Bridging Visa B ก็สามารถเดินทางเข้าออกได้ถึง 3 เดือน

แต่ถ้า case officer บอกว่า case เราใกล้จะ finalize แล้ว เค๊าก็จะชะงักการออกวีซ่าของเรา แล้วให้เราเดินทางกลับเข้ามาก่อน แล้ว case officer ถึงจะ finalize วีซ่าของเรา

แต่การขอ Bridging Visa B นั้นเราก็ต้องให้เหตุผลด้วยนะครับ ว่าทำไมเราถึงจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าจะบอกว่า ไปเที่ยวอะไรประมาณนี้ก็อาจจะดูกระไรอยู่ ไม่เหมาะสม ผมก็แนะนำให้บอกไปว่า กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ อะไรก็ว่าไปนะครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่ซิดนีย์จะออก Bridging Visa  B ให้ได้เลยตรงหน้า counter ทำแป๊บเดียวเสร็จ แต่ที่ Canberra ต้องแบบว่ายื่นไปก่อน วันรุ่งขึ้นถึงจะได้ Bridging Visa B ก็มีหลาย case แล้วที่เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าหน้าที่ที่ Canberra ถึงไม่ออก Bridging Visa B ให้ตรงที่ counter เลย แต่ก็ไม่ทราบว่าที่รัฐอื่นเป็นยังไงมั่งนะครับ แต่ที่ซิดนีย์นี่รวดเร็วทันใจ แต่อนาคตก็ไม่รู้จะเป็นไงนะ

Tuesday, September 1, 2015

Bridging Visa A


เดี๋ยวเรามาทยอยเรียนรู้เรื่อง Bridging Visa ของประเทศออสเตรเลียกันนะครับ เดี๋ยวค่อยๆเป็น ค่อยๆไปนะครับ เพราะคนเขียนต้องเจียดเวลามานั่งเขียน

เดี๋ยวเราเริ่มด้วย Bridging Visa A นะครับกันก่อนนะครับ เพราะเป็น Bridging Visa ที่คนไทยเราคุ้นเคยกัน แต่ก็มีแบบรู้จริงมั่ง รู้ไม่จริงมั่ง

ถ้าเรายื่นขอวีซ่า Substantive visa (วีซ่าทุกอย่าง ยกเว้น Bridging Visa) ภายในประเทศออสเตรเลีย เราก็จะได้ Bridging Visa A โดยอัตโนมัตินะครับ โดยเฉพาะคนที่สมัคร online พอเราจ่ายตังค์เสร็จ click submit ปุ๊บ เราก็จะได้ Bridging Visa A เลย บางคนบอกว่าทำไมง่ายจัง ก็ง่ายครับ เพราะมันไม่มีอะไรยากหนิ 

ดังนั้นหลายๆคนที่มีภาวะล่อแหลมวีซ่าใกล้หมด ไม่แนะนำให้ยื่นวีซ่าเป็นแบบ paper-based นะครับ เพราะถ้าเป็น paper-based กว่าจะยื่น แล้วกว่าจะจ่าย 2-3 วันถึงจะถึงมือเจ้าหน้าที่ แล้วถึงจะได้ Bridging Visa A 

แต่ถ้ายื่น online พอเรา click จ่ายตังค์ และ click submit ปุ๊บ ก็ได้ Bridging Visa A มาเลยทันที โดยเฉพาะคนที่วีซ่าจะหมด ถ้าเรารีบ submit อะไรก็ตามก็รีบๆ submit เข้าไปก่อนเที่ยงคืน ที่เหลือแล้วค่อย upload เอกสารเข้าไปก่อนก็ได้

ดังนั้นถ้าใครสามารถขอวีซ่าภายในประเทศออสเตรเลีย onshore ได้ ก็แนะนำให้ขอภายในประเทศออสเตรเลียนะครับ เพราะเราจะได้ Bridging Visa A, 

แต่ถ้าเราสมัครมาจากข้างนอก เราก็จะไม่ได้ Bridging Visa A, ยกตัวอย่างเช่น วีซ่า 457 ซึ่งไม่ว่าจะสมัครแบบ onshore หรือ offshore เอกสารและ requirement อะไรเหมือนกันหมดเลย แตกต่างกันก็ตรง Bridging Visa นี่แหละ สมัครภายในประเทศออสเตรเลีย (Onshore) เราจะได้ Bridging Visa A แต่ถ้า เราสมัครมาจากข้างนอก (Offshore) เราจะไม่ได้ Bridging Visa A

ข้อดี (บางคนก็บอกว่าเป็นข้อเสีย แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคนนะครับ) ของ Bridging Visa A ก็คือ Bridging Visa A ไม่มีวันหมดอายุครับ คือประมาณว่า อยู่ได้ไปเรื่อยๆจนกว่าผลวีซ่า Substantive visa จะออก

ที่เราบอกว่าเป็นข้อดีก็เพราะว่า บางคนไม่ mind ที่จะต้องอยู่รอวีซ่าที่ออสเตรเลีย เพราะว่าเค๊าสามารถทำงานได้ ดีกว่าไปรอเรื่องอยู่ที่เมืองไทย เพราะยังไงเสีย ส่วนมากแล้วทำงานที่ประเทศออสเตรเลียแล้ว เราก็ได้ตังค์มากกว่าทำงานที่เมืองไทย

แต่บางคนก็บอกว่า Bridging Visa A ไม่มีวันหมดอายุไม่ดี เพราะบาง case ก็ต้องอยู่รอวีซ่านาน เค๊าไม่รู้อนาคตว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ยกตัวอย่างเช่น Partner Visa ที่ต้องรอ case officer ถึง 12-14 เดือน ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้

ก็แล้วแต่สถานการณ์ที่แตกต่างของแต่ละคนนะครับ

Visa condition ของ Bridging Visa A นั้นไม่ตายตัวนะครับ กฏของ Bridging Visa A มีอยู่ว่า visa conditions ของ Bridging Visa A จะตาม visa conditions ของตัว substantive visa ตัวล่าสุดที่เราถือ ก็ประมาณว่า visa conditions อะไรเก่าที่เรามีอยู่ เราก็จะ continue visa condition นั้นๆไป

วีซ่าตัวเก่าบางตัวก็อนุญาตให้เราทำงานได้ บางตัวก็ไม่อนุญาตให้เราทำงาน คนใหนที่มีวีซ่าอนุญาตให้เราทำงานได้ก็ดีไป อย่างเช่น 457 หรือ วีซ่านักเรียน แต่ก็อย่าลืมว่าวีซ่านักเรียนสามารถทำงานได้แค่ 40 ชั่วโมงแต่ 2 อาทิตย์ ถ้าเราต้องการทำงานมากกว่านั้นเราก็สามารถทำเรื่องขอทำงานเพิ่มได้

แต่ถ้าบางคนที่มีวีซ่าตัวเก่า ที่ไม่สามารถทำงานได้ อย่างเช่นวีซ่าท่องเที่ยว พอเราได้ Bridging Visa A มา visa conditions ก็จะเป็นวีซ่า conditions ของตัวเดิมคือวีซ่าท่องเที่ยวซึ่งทำงานไม่ได้ แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ เราสามารถทำเรื่องขอทำงานได้ทีหลัง

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับ Bridging Visa A ที่ทุกคนควรจะรู้ก็คือ

  • ถึงแม้ว่า Bridging Visa A จะได้มาโดยอัตโนมัติ Bridging Visa A จะไม่ take affect หรือมีผลใช้จนกว่า วีซ่าเก่า วีซ่า substantive จะหมดอายุ ดังนั้นวีซ่าอะไรที่เรามีอยู่แล้ว substantive visa เราก็ต้องทำตาม visa conditions ของวีซ่าตัวนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น วีซ่านักเรียน เราก็ต้องยังคงไปเรียนตามปกติ จนกว่าวีซ่านักเรียนจะหมด เพราะถ้าเราไม่ไปเรียน ทางโรงเรียนก็สามารถแจ้งอิมมิเกรชั่น และอิมมิเกรชั่นก็สามารถยกเลิกวีซ่าเราได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่อยู่ที่นี่โดยผิดกฏหมาย; unlawful non-citizen แต่เราก็มีวิธีแก้ปัญหานี้ได้ครับ...
  • Bridging Visa A ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะจุดประสงค์ของ Bridging Visa A คืออยู่รอวีซ่าที่ประเทศออสเตรเลีย ถ้าเราจะเดินทางออกนอกประเทศเราก็ต้องขอ Bridging Visa B (เดี๋ยวจะมีการเขียน Bridging Visa B ต่อไปนะครับ)
สาเหตุที่ Bridging Visa A ถึงแม้ว่าเราจะได้มาโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ take affect จนกว่าวีซ่า substantive visa ตัวเก่าจะหมดไป ก็เพราะว่าคนคนหนึ่งจะสามารถมีวีซ่าได้แค่ 1 วีซ่าเท่านั้น คือไม่สามารถถือ 2 วีซ่า (หรือมากกว่า) ได้ภายในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่เรายื่นเรื่องขอวีซ่าภายในออสเตรเลีย แล้วได้ Bridging Visa A มา เราก็อย่าเพิ่งรีบดีใจกระดี๊กระด๊าว่าได้ Bridging Visa A นะครับ เราต้องรอให้วีซ่าตัวเดิมเราหมดสะก่อน

หากต้องการรู้อะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อเราเข้ามาได้นะครับ
หรือติดตามเราที่ Facebook: วีซ่าไปออสเตรเลีย ง่ายๆ ไม่ยาก