Friday, October 9, 2015

Partner Visa ไม่จำเป็นต้องมี sex เสมอไป


Partner Visa ถึงแม้ว่า 99.99% จะเป็นวีซ่าสำหรับคู่รักแบบสามีภรรยา หรือคู่รักแบบเพศเดียวกัน แต่ทุกอย่างไม่ได้ fix ไม่ได้บังคับว่าอะไรต้องเป็นแบบนี้แบบเดียว เป๊ะๆๆๆ.... ไม่ใช่

เอ่อ....แล้วอีก 0.01% หละ.... Partner Visa สามารถทำอะไรได้มั่ง

จริงๆแล้ว Partner Visa ความหมายตามกฎหมายของอิมมิเกรชั่นแล้ว ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการมี sex หรือการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใดเลย แต่ก็นั่นแหละ เนื่องด้วยว่าเราใช้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในการสมัครและทำเรื่อง Partner Visa กันสะเป็นส่วนใหญ่ คนส่วนมากก็เลยเหมาคิดเอาว่าจริงๆแล้ว Partner Visa คือวีซ่าสำหรับคู่รัก พอพูดถึงคู่รักมันก็ต้องมี sex เข้ามาเกี่ยวข้องเลยทันที ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ทั้งหลาย 

แต่เราก็ไม่ควรเหมาเอาว่าทุกคน ทุกคู่ต้องเป็นแบบนั้นกันหมด ไม่ใช่...

อย่าว่าแต่คนเราทั่วๆไปเลยครับที่คิดแบบนี้ แม้แต่ case officer เองก็เถอะ เพราะว่า case officer ที่อิมมิเกรชั่นเองก็เป็นพนักงานของรัฐบาลคนหนึ่งที่ทำงานแค่ 9am-5pm เท่านั้น มีการเข้าๆออกๆกันอยู่เป็นประจำ พอมีคนใหม่เข้ามาทำงานก็ต้องมานั่ง train กันอีก, case officer มือใหม่หนะมีเยอะมาก ทำ case ผิดก็มีเยอะแยะ 

case officer ไม่ได้ถูกเสมอไป...

คำจำกัดความของ Partner จริงๆแล้วคือ คน 2 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกัน ใช้ชีวิตด้วยอยู่กันเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน มี mutual commitment ซึ่งกันและกัน ฟังๆดูแล้วมันก็เหมือนคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไปแหละ แต่เอ๊ะ... แล้วทำไมกฎหมายอิมมิเกรชั่นไม่ได้บอกหละ ว่าคน 2 คนต้องมี sex มีเพศสัมพันธ์ โจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน อะไรแบบเนี๊ยะ ไม่มีนะ

คงถึงเวลาแล้วสินะที่เราหลายๆคนต้องเปิดหูเปิดตาเปลี่ยนแนวความคิดกันใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของ Partner Visa กัน เพราะสมัยนี้เค๊ามี case แบบว่าคนสูงอายุ ไม่มีคนในครอบครัวเหลือแล้ว หรือเลือกที่จะมาอยู่กับเพื่อนที่สนิท ก็อยู่ด้วยกันแบบเพื่อน ไม่ได้มี sex ไม่ได้มีอะไรกัน ไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่เพื่อนกันธรรมดา แต่ว่าเค๊า 2 คน  ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝากผีฝากไข้ ดูแลซึ่งกันละกันเปรียบเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็น mutual commitment อีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากคู่สามีภรรยา คู่เกย์ คู่เลสเบี้ยนทั่วๆไป เค๊าก็ถือว่าเป็น Partner เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มี sex ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่มีการโจ๋งพรึ่มโจ๋งพรึ่มกัน... ก็แค่นั้นเอง

ยื่นวีซ่าไปไม่ผ่าน เพราะ case officer มือใหม่ อ่อนหัด แต่สุดท้ายก็ชนะตอนอุทรณ์หรือขึ้นศาลอยู่ดี....เป็นไงหละ!!!

ก็ได้แต่หวังว่า case officer จะได้มีการเรียนรู้จาก case law พวกนี้และจะได้มีการพิจารณา case ที่แตกต่างออกไปจากสมัยเดิมๆกัน หมดสมัยการพิจารณา case แบบดึกดำบันแล้วหละ

ใครสนใจที่อยากจะศึกษาพวก case law ก็แนะนำ website: http://www.austlii.edu.au นะครับ เป็น website ของหลายๆมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้นักกฎหมาย นักเรียน หรือบุคคลทั่วๆไปเข้าไปอ่านกัน ก็อาจจะอ่านยากกันนิดหนึ่ง เพราะภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาทางด้านกฎหมายกัน ถ้าใครเก่งในเรื่องของภาษาอังกฤษ ก็แนะนำให้ลองเข้าไปอ่านกันดูนะครับ

Sunday, October 4, 2015

Partner Visa แล้วถ้าหากคนสปอนเซอร์เสียชีวิตหละ


วีซ่าสำหรับคู่รักก็จะมี Partner Visa (Onshore & Offshore) และก็ Prospective Marriage Visa

Prospective Marriage Visa คือวีซ่าคู่หมั้น ที่ต้องยื่นมาจากนอกประเทศออสเตรเลีย; offshore เท่านั้น วีซ่าคู่หมั้นก็จะได้มาแค่ 9 เดือนเท่านั้น มีเอาไว้สำหรับคู่รักที่ต้องการมาแต่งงานที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วยื่น Partner Visa ที่ออสเตรเลีย

ไม่ว่าจะเป็น Partner Visa (ทั้งแบบยื่นภายใน และนอกประเทศออสเตรเลีย) หรือ Prospective Marriage Visa จะเกิดอะไรขึ้นถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา?

Partner Visa เราไม่ขอใช้ subclass number นะครับ เดี๋ยวจะงงไปกันใหญ่

ยื่นมาจากข้างนอกประเทศ; offshore:
  • Partner Visa ที่ยื่นมาจากนอกประเทศ ในขณะที่กำลังรอเรื่องอยู่ข้างนอก ถ้าหากแฟนเราเกิดการเสียชีวิตขึ้นมา วีซ่าเราที่สมัครเอาไว้ก็จะไม่ผ่านนะครับ
  • Prospective Marriage Visa หรือวีซ่าคู่หมั้นก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่กำลังรอเรื่องอยู่ข้างนอก ถ้าหากแฟนเราเกิดการเสียชีวิตขึ้นมา วีซ่าเราที่สมัครเอาไว้ก็จะไม่ผ่านนะครับ
  • สรุปก็คือทั้ง Partner Visa และก็ Prospective Marriage Visa ที่ยื่นมาจากข้างนอกประเทศออสเตรเลีย ถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา สรุปก็คือเราจะไม่ได้วีซ่านะครับ


ยื่นภายในประเทศ; onshore:
  • คนที่ได้ Prospective Marriage Visa มา แล้วในระหว่างรอการแต่งงาน ถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมาก่อนที่จะแต่งงานกัน เราก็จะสมัคร Partner Visa ไม่ได้
  • คนที่ได้ Prospective Marriage Visa มา แล้วแต่งงานภายใน 9 เดือนแต่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องทำ Partner Visa ก็ยังสามารถทำเรื่อง Partner Visa ได้ แต่คนที่จะสปอนเซอร์เราทำ Partner Visa ได้นั้นก็คือ พ่อแม่ของแฟนเรา ดังนั้นถ้าเราไม่สนิทหรือไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ของแฟนเรา ก็แนะนำให้เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า กลับบ้านเก่าไปได้เลยนะครับ หรือจะสมัครวีซ่าตัวอื่น อะไรก็ว่าไป แต่คงจะสมัคร Partner Visa ไม่ได้
  • หลังจากที่ยื่น Partner Visa ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบจดทะเบียนแต่งงาน, จดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship, หรือ de facto ที่อยู่ด้วยกันแบบไม่จดอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นคู่รักแบบเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ ถ้าเราได้ยื่น Partner Visa ภายในประเทศออสเตรเลียไปแล้ว แล้วถ้าแฟนเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา เราก็ทำการแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น แล้วเราก็จะได้ PR ทันที ปกติก็ไม่ต้องรอถึง 2 ปี เพราะไม่รู้จะรอไปทำไม แฟนก็เสียชีวิตไปแล้วหนิ
สาเหตุที่ Partner Visa เราผ่านถ้าเรายื่นวีซ่าภายในประเทศออสเตรเลียในกรณีที่แฟนเราเสียชีวิตนั้น ทางกฎหมายอิมมิเกรชั่นจะดูว่าความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องหรือไม่ถ้าหากแฟนเรายังมีชีวิตอยู่; conitnuing relationship  

ซึ่งปกติแล้วมันก็ต้องเป็นความสัมพันธ์แบบต่อเนื่อง conitnuing relationship ทั้งนั้นแหละ ก็ต่อเนื่องมาจนถึงลมหายใจสุดท้ายของเค๊าไง...

ก็อ่านเอาไว้ประดับความรู้นะครับ ถ้าเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเรา เราจะได้เตรียมตัวได้ถูก ส่วนคนที่ยื่น Partner Visa มาจากข้างนอกประเทศออสเตรเลียก็จะได้ทำใจได้ รู้ข้อบทกฎหมาย จะได้ไม่ต้องไปตีโพยตีพายอะไรภายหลัง

Saturday, October 3, 2015

Partner Visa; Domestic Violence เราจะได้ PR เลยทันที


Partner Visa คือวีซ่าสำหรับคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ไม่ว่าจะเป็นแบบแต่งงานจดทะเบียนสมรส, จดทะเบียนความสัมพันธ์ หรืออยู่กันแบบ de facto อยู่ด้วยกันแบบไม่จดอะไรเลย

คนเราตอนที่รักกันก็รักกันหวานชื่น ดูดดื่มอุรา ตัดสินใจทำ Partner Visa ให้กับคู่รักตัวเอง คู่ไหนที่รักกันหวานชื่นก็ดีไป เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย

ชีวิตคู่ของหลาย ๆ คนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป บางคนที่ทำเรื่องสปอนเซอร์คู่รักตัวเองก็ชอบทำตัวกร่างไปเรื่อย คิดว่าตัวเองเจ๋งสามารถบอกเลิก หรือยกเลิกการสปอนเซอร์ได้ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ คือคนที่สปอนเซอร์เราสามารถยกเลิกการสปอนเซอร์ได้ตลอดเวลา 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างของอีกฝ่ายหนึ่งตลอดไป เพราะกฎหมายอิมมิเกรชันก็ได้มีปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายเอาไว้เช่นกันว่า ถ้าหากความสัมพันธ์เกิดมีการกดขี่ข่มเหง มีการทำร้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นก็ถือว่าเป็น domestic violence ส่วนการทำร้ายทางด้านจิตใจก็เหมือนการข่มขู่เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งตกเป็นเบี้ยล่าง หรือมีการกักขังหน่วงเหนี่ยวและกดขี่ข่มเหงในเรื่องของการเงินด้วย คนที่ขอวีซ่าไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับชีวิตคู่แบบข้าทาสแบบนั้น คนที่ขอวีซ่าก็สามารถแจ้งเรื่องไปที่อิมมิเกรชัน แล้วก็จะได้ PR ในทันทีครับ ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับชีวิตคู่แบบข้าทาสไปถึง 2 ปี

หลาย ๆ คนจะรู้จัก domestic violence กันแค่เรื่องของการทำร้ายร่างกาย แต่จริง ๆ แล้ว domestic violence รวมไปถึงการทำร้ายหรือกดขี่ทางด้านจิตใจด้วยครับ อาจจะกดขี่ในเรื่องของการเงิน หรืออาจข่มขู่เช้า ข่มขู่เย็น เล่นสงครามประสาทกับเราว่าถ้าเราไม่ทำอะไรตามที่เขาบอก เขาจะไปยกเลิกวีซ่าเราทันทีอะไรประมาณนี้ 

พวกนี้ถือว่าเข้าข่าย domestic violence ทางด้านจิตใจด้วยเช่นเดียวกันครับ แต่มันก็อาจจะไม่เด่นชัดเหมือน domestic violence แบบการทำร้ายร่างกาย

ถ้าหากเกิด domestic violence ภายในชีวิตคู่ของเรา เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่ ตกเป็นเบี้ยล่างหรือข้าทาสของอีกฝ่ายหนึ่ง 

บางคนที่ไม่รู้ ก็ทนอยู่กับชีวิตคู่แบบนั้นเพราะว่าอยากจะได้ PR

ถ้าหากชีวิตคู่ท่านไหนเกิดมีการทำร้ายร่างกาย ตบตีกัน เราก็แนะนำให้ทำดังต่อไปนี้ครับ

1. ถ่ายรูปส่วนที่โดนทำร้าย ถ้าอัดเทปหรือ video clip ได้ก็อัดเอาไว้
2. ไปแจ้งตำรวจแล้วตำรวจจะให้ reference number การแจ้งความมา
3. ไปหาหมอ GP ทั่ว ๆ ไปก่อนแล้วเก็บ record การไปหาหมอของเราเอาไว้ด้วย เสร็จแล้วก็ให้หมอ GP เขียนเรื่องส่งต่อ referral ไปให้หมอจิตแพทย์ (ไม่ได้แปลว่าเราบ้านะ แค่ stress หรือเครียดเท่านั้นเอง)
4. เล่าเรื่องให้หมอจิตแพทย์ฟัง แล้วหมอจะออกหนังสือให้ว่าเรา stress หรือเครียด นั่น นี่ โน่น อะไรก็ว่าไป
5. เสร็จแล้วแจ้งไปที่อิมมิเกรชัน หรือติดต่อทนายหรือ MARN ของคุณ
6. ถ้าเราได้เอกสารครบ เราก็ส่งกลับไปที่อิมมิเกรชัน ถ้าทางอิมมิเกรชันดูเอกสารแล้ว ถ้าเห็นว่าเกิด domestic violence จริง ทางอิมมิเกรชันก็จะให้ PR เราทันทีครับ

Domestic violence สามารถเกิดได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง

หากชีวิตคู่ใคร หรือชีวิตคู่ของเพื่อนคนไหนเจอปัญหาเรื่อง domestic violence ก็อย่านิ่งดูดาย อย่าอยู่แบบเป็นเบี้ยล่างหรือข้าทาสเพียงเพื่อจะได้วีซ่านะครับ กฎหมายมีทางออกให้ครับ เราต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายเพื่อที่อยู่รอดในสังคมนี้ได้

Wednesday, September 30, 2015

Partner Visa กับการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship


วันก่อนได้เขียนเรื่องของ Partner Visa ว่าจะจดทะเบียนสมรสดีหรือไม่จดทะเบียนสมรสดี เดียววันนี้เราต่อด้วยเรื่องของการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship กันนะครับ

ไม่ว่าจะเป็นคู่รักเพศเดียวกันหรือคู่รักต่างเพศก็สามารถจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship ได้ทั้งนั้น เราไม่ขอเปรียบเทียบเรื่องข้อดีและข้อเสียของการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship นะครับ เพราะได้เขียนเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ละรัฐก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

การจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship เอกสารที่ต้องนำไปก็จะมีแค่ ID, พวก passport หรือ driver license อะไรต่างๆก็ว่าไป ก็แค่นั้นเอง ไม่ต้องเอาใบโสดหรือใบหย่าไป ที่ออสเตรเลียไม่มีการใช้ใบโสดนะครับ ไม่เหมือนเมืองไทย

เราก็แค่กรอกใบสมัครและจ่ายค่าสมัครก็แค่นั้นเอง

การจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship ไม่ได้มีทุกรัฐนะครับ และรัฐที่มีการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship ก็จะมี requirement ที่แตกต่างกันออกไป เดี๋ยวเรามาดูข้อมูลของแต่ละรัฐกันครับ

** ราคาของแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ  **

NSW:

  • ยื่นทางไปรษณีย์ได้
  • ต้องเป็นโสดด้วยกันทั้งคู่
  • cooling off period 28 วัน ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจ
  • แค่คนใดคนหนึ่งพักอยู่ที่ NSW ก็เป็นพอ
  • Website: http://www.bdm.nsw.gov.au/ 

ACT:

VIC:
  • ยื่นทางไปรษณีย์ได้
  • ต้องเป็นโสดด้วยกันทั้งคู่
  • cooling off period 28 วัน ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจ
  • ต้องอยู่ที่ VIC อย่างต่ำ 12 เดือน, หาบิล หาหลักฐานอะไรก็ได้ไปโชว์
  • ต้องอยู่ที่ VIC ทั้ง 2 คน
  • Website: http://www.bdm.vic.gov.au/ 

QLD:

TAS:
  • ยื่นทางไปรษณีย์ได้
  • ไม่ได้บอกว่าต้องอยู่ที่ TAS หรือเปล่า
  • Website: http://www.justice.tas.gov.au/bdm