Wednesday, January 2, 2019

Eligible New Zealand Citizens


Eligible New Zealand Citizens (ENZC) คือชาว New Zealander ที่อาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียก่อนวันที่ 25 Feb 2001 หรืออยู่ที่ประเทศออสเตรเลียอย่างน้อย 12 เดือนภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนวันที่ 26 Feb 2001

ENZC สามารถขอ PR ให้กับคู่รักได้; Partner Visa (subclass 309 & 100 และ 820 & 801)

ENZC สามารถเซ็นฟอร์ม 888 เป็นพยานให้กับคู่รักคู่อื่นได้ด้วย

Tuesday, January 1, 2019

Oopsie daisy; Child Visa & Parent Visa


Kobori เป็นชายหนุ่มรูปหล่อ สูงโย่ง ใส่แว่น แต่งงานกันกับ sweet heart ของเขาตั้งแต่สมัย high school ชื่อ Hideko 

ทั้งคู่เป็น Australian citizen ที่มีเชื่อสายมาจากประเทศญุ่นปี่
ถึงแม้ว่าทั้ง 2 คนจะรักกันมากแค่ไหนแต่ Hideko ก็มิอาจมีลูกเอาไว้สืบสายเลือดได้

ทั้งคู่ต้องการมีลูก แต่ไม่ต้องการที่จะเอาใครมาเป็นลูกบุญธรรม ไม่ต้องการทำเรื่อง adoption เพราะว่ามันวุ่นวาย

Kobori ต้องไปทำงานต่างแดนบ่อย
ก็อาจจะมีบ้างที่บางทีคนเรามันก็อารมณ์เปลี่ยว ห่างจากบ้าน

ก็อาจจะมีบ้างที่ Kobori เดินออกไปซื้อนมหลังเที่ยงคืนที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วเดินหกล้มลงไปทับกับ Shisuka สาวชาวต่างแดน อุ๊ย... oopsie daisy ทำไงดี

สาวเจ้าก็ดันเกิดท้องขึ้นมา เดินไปซื้อนมไม่ได้ใส่ถุงยางจ๊ะ

หกล้มได้ดีมากเลยพ่อ Kobori ของเรา
แม่นมาก

แล้ว Kobori จะอธิบายให้กับ Hideko ได้อย่างไรว่ามันเกิดเหตุการณ์ oopsie daisy ขึ้นมา

Shisuka กับ Kobori ตั้งชื่อลูกของพวกเขาว่า Takeshi

Kobori ก็ทำเรื่องขอเป็น citizen by descent ให้กับ Takeshi

พอ Takeshi เริ่มโตขึ้นมานิดหนึง Kobori ก็นำเอา Takeshi มาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เพราะ Takeshi เองก็เป็น Australian citizen อยู่แล้ว

ประจวบเหมาะกับ Kobori และ Hideko เองก็อยากมีลูกอยู่แล้ว 
Hideko เองก็รับเอา Takeshi เข้าบ้านด้วยความเอ็นดู ดูแล Takeshi ด้วยความรักและความอบอุ่นเหมือนเป็นลูกของเขาเอง

Kobori เองก็อยากจะเอา Shisuka มาอยู่ด้วยกันที่ประเทศออสเตรเลีย

ครั้นจะทำเรื่องสปอนเซอร์ด้วย Partner Visa (subclass 309 & 100) มันก็ยุ่งยาก เพราะ Kobori เองก็แต่งงานกับ Hideko อยู่แล้ว และทั้งคู่ก็ยังรักกันหวานชื่น ก็แค่มีลูกด้วยกันไม่ได้แค่นั้นเอง

แต่ทุกอย่างมันต้องมีช่องทางสิ
กฎหมายอิมมิเกรชั่นของประเทศออสเตรเลียซับซ้อนซ่อนเงื่อนจริง แต่มันก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่สามารถทำได้ภายใต้ตัวบทกฏหมาย

นั่นก็คือ Parent Visa ไงหละ
Takeshi ถึงแม้ว่าจะยังเป็นเด็ก ยังละอ่อนอยู่
แต่ Takeshi ก็สามารถทำเรื่องสปอนเซอร์ Shisuka แม่ของเขามาอยู่ด้วยกันได้ ขอเพียง Kobori ผู้ซึ่งเป็นพ่อเป็นคนเซ็นเอกสารแทนทุกอย่าง

Takeshi สามารถสปอนเซอร์แม่ของเขาด้วย Parent Visa แบบ contributory แบบจ่ายตังค์ $43,600 ซึ่ง Kobori ก็พร้อมที่จะจ่ายตรงจุดนี้ และ Kobori เองก็ต้องเป็นคนเซ็นเอกสารแทน Takeshi เพราะว่า Takeshi นั้นยังเด็กนัก

ทุกอย่างลงเอยด้วยดี

Takeshi ก็เหมือนมีพ่อ 1 คน มีแม่ 2 คน
Hideko ก็เปิดใจกว้าง รับทั้ง Takeshi และ Shisuka เข้าบ้าน เพราะบ้านของพวกเขาเองก็หลังใหญ่ เป็น castle เลยก็ว่าได้ อยู่ท่ามกลางไร่สวนองุ่นทำไวน์

Shisuka ก็ได้ PR และมาอยู่ดูแลลูกของเขา

Kobori ก็เดินไปหกล้มที่ห้องของ Shisuka บ้างเป็นครั้งคราว oopsie disay บ้างเป็นบางเวลา :)

ทั้ง 4  คนก็อยู่ด้วยกันเป็น family อย่างมีความสุข เป็น modern family จริง ๆ 

Kobori เองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย เพราะ Kobori จดทะเบียนสมรสกับบุคคลแค่ 1 คนคือ Hideko

Kobori ไม่ได้จดทะเบียนสมรสซ้อนแต่อย่างใด เพราะเขากับ Shisuka ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการไปเดินหกล้มบ้าง เป็นครั้งคราว ก็แค่นั้นเอง

ครอบครัวนี้ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

แล้วถ้าหากวันใดที่ Hideko ไปเที่ยวหรือทำงานต่างแดน แล้วเดินออกไปซื้อนมหลังเที่ยงคืน และเดินหกล้มเหมือน Kobori บ้าง 

Hideko ก็สามารถทำเรื่องอะไรต่าง ๆ ได้เหมือนกับ Kobori ได้เช่นเดียวกัน

ประเทศออสเตรเลีย เรามีความเท่าเทียมกันทางเพศจ๊ะ อย่างน้อยในแง่ของกฎหมาย

ที่เขียนมาทั้งหมด
คนอ่านได้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่นของประเทศออสเตรเลียอย่างไรบ้าง?? แชร์กันเข้ามาได้นะครับ

Saturday, December 29, 2018

วีซ่าออสเตรเลีย Partner Visa, case officer บอกว่าทั้งคู่ยังเด็กเกิน



Partner Visa หรือวีซ่าคู่รัก

เรื่องของความรักเนี๊ยะ มันไม่ได้จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา อายุ เพศ หรือสีผิวเลยจริง ๆ จ๊ะ

มันก็อาจจะมีบ้างที่คู่รักบางคู่ยังเป็นนักเรียนอยู่ เรียนอยู่ TAFE บ้าง Uni บ้าง แต่เขารักกันจริง ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่สำคัญมากกว่า

หรือบางคู่ก็อาจจะเพิ่งเรียนจบ อยู่ในช่วงหางานหรือเปลี่ยนงาน 

หรือบางคู่ก็อาจจะอยู่ในช่วงวัยละอ่อนจริง อะไรจริง

แต่ความรักมันก็คือความรักจ๊ะ
มันเป็นภาษาของหัวใจ มันมองตารู้แล้ว

ฉันรักเธอ
เธอรักฉัน
เรารักกัน
ซู่ซ่า ซู่ซ่า

ดังนั้น ในเรื่องของความรักแล้ว ไม่มีคำนิยามที่แน่นอนหรือตายตัว
รักก็คือรัก
แค่นั้นเองจริง ๆ จบ

มันก็อาจจะมีบ้างที่เจ้าหน้าที่หรือ case officer โทรมาหาเรา และก็บอกว่าทั้งคู่ยังเด็กอยู่เลยนะ

เอ่อ เดี๋ยวก่อนนะ... นั่นมันก็เป็นความคิดเห็นหรือ opinion ของ case officer มันเป็นอะไรที่ subjective มันแล้วแต่ว่าเขาจะมองมาจากมุมไหน เราอาจจะมองต่างมุมกันก็ได้ 

case ของลูกค้าเรา เราคิดว่าลูกค้าเราไม่เด็กนะ

OK แหละน้องอาจจะเพิ่งเรียนจบ กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องดีออก เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม

เราก็บอก case officer ไปว่า "เชื่อฉันเถอะ น้องเขารักกันจริง ฉันสัมผัสได้ เพราะถ้าไม่รักกันจริง เราไม่รับทำเรื่องให้แน่นอน" และประวัติการทำงานของ "J Migratin Team" ก็มีอยู่แล้วในระบบว่าแต่ละ case ผ่าน 

ดังนั้นเราไม่มีซิกแซกแน่นอน 

ถ้ารักกันจริง มันไม่ต้องมีการซิกแซกหรือว่าอะไรทั้งสิ้น มันไม่จำเป็น มันผิดอุดมการณ์ของการทำงาน

เราบอกกับ case officer ไปอย่างนั้น

ผ่านไปหลายเพลา 
case นี้ก็ผ่าน ไม่มีปัญหาอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

case officer โทรมาเถอะ เราสามารถตอบให้ได้ทุก case

ผ่านไปอีกหนึ่ง case
หนึ่งความสำเร็จ

เราก็ขอให้น้องทั้ง 2 รักกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรนะครับ

ปีนี้ ก็เป็นอีกปีที่มีความสุขกับการทำงานจริง ๆ เหมือนเช่นทุก ๆ ปีที่ผ่านมา 

2018... It has been an amazing year indeed.

Celebrates small wins along the way.
Pat myself on the back.

Friday, December 28, 2018

407 vs 482; chef



"สวัสดีค่ะ หนูเห็น P' J โพสเกี่ยวกับวีซ่า subclass 407 Training Visa หนูสนใจอยากสอบถามข้อมูลกับ P' J นะคะ" 

ถาม:
1. เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครถ้าจะสมัครในตำแหน่งเชฟต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างค่ะ

2. แล้วร้านที่จะรับเราไปเทรนงานเป็นพวกคาเฟ่, ร้านอาหาร ต้องเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่ไหมค่ะ

3. พอเราถือ Training Visa; subclass 407 ตัวนี้แล้วพอวีซ่าหมดเราสามารถ apply ไปเป็น working visa ได้ไหมค่ะ

ตอบ:
1. คุณสมบัติของผู้สมัครถ้าจะสมัครในตำแหน่งเชฟก็คล้าย ๆ กันกับของวีซ่าทำงาน subclass 482, TSS แต่สำหรับ Training Visa subclass 407 นั้น กฎหมายไม่ได้บังคับในเรื่องของประสบการณ์การทำงานครับ 

ดังนั้น Training Visa ก็จะเหมาะสำหรับคนที่ถือวีซ่านักเรียนอยู่ตอนนี้ที่กำลังเรียนพวก Cert IV Commercial Cooking + Diploma of Hospitality อยู่นะครับ เพราะหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่มีประสบการณ์

ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเรียนจบที่ประเทศออสเตรเลียนะครับ หลาย ๆ คนจบหลักสูตรการทำอาหารอะไรต่าง ๆ มาจากที่อื่นก็สามารถทำได้ครับ แต่ต้องเป็นหลักสูตรในระดับ Diploma (ปวช/ปวส)

และที่แน่ ๆ ก็คือภาษาอังกฤษของ Training Visa subclass 407 จะเอาแค่ IELTS (general) overall 4.5

หรือถ้าใครเรียน 1 year full-time ในหลักสูตร (อะไรก็ได้) ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน ก็สามารถนำเอาคุณสมบัติตรงนั้นมายกเว้นได้

ดังนั้นนักเรียนที่เรียนอย่างน้อย 1 year full-time ที่ประเทศออสเตรเลียก็มีคุณสมบัติครบอยู่แล้วในเรื่องของภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราไม่ต้องสอบ IELTS นะครับ

2. ร้านที่จะรับเราไปเทรนงานเป็นพวกคาเฟ่, ร้านอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่มากนะครับ แต่ก็อย่าเล็กมาก เดี๋ยวจะมีปัญหาตอนเขียน training plan ตอนทำ stage 2 nomination

P' J แนะนำว่าเอาสักประมาณ 40 ที่นั่งขึ้นไป
อย่าให้มันขี้เหร่มาก

และต้องมีการจ้างงานคนที่เป็น PR หรือ Citizen ด้วยนะครับ
ถ้าได้ 60% ของพนักงานเป็น PR หรือ citizen จะดีมากเลย
หัวดำ หัวเขียว หัวขาวได้หมด ขอให้เป็น PR หรือ citizen

3. เมื่อเราถือ Training Visa subclass 407 ตัวนี้แล้วพอวีซ่าหมด เราสามารถ apply ไปเป็น working visa, subclass 482 TSS ได้ครับ เพราะว่า Training Visa จะได้มา 2 ปี พอเราทำงานหรือ train งาน 2 ปีเราก็จะมีประสบการณ์ในการทำงานแล้วไงครับ

แต่ IELTS สำหรับ subclass 482 TSS (chef) ก็จะเป็น each band 5 นะครับ (general) หรือใช้ผลการเรียน 5 ปีในการยกเว้น (เราพูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว)