Thursday, June 29, 2017

Protection Visa วีซ่าผู้ลี้ภัย


เก็บตกงานสัมนา immigration law

วันที่เราไปเข้างานสัมนา immigration law ที่ Sydney

เมืองแห่งความวุ่นวาย ที่ทุกคนต้องยืนรอสั่ง coffee กันตอนเช้า ที่ TownHall Station

หนูแอบไปซื้อ BreadTop จ๊ะ อาหารเช้า คนจน

วันที่เข้า seminar เราก็ได้นั่งใกล้ๆป้าฝรั่งคนหนึ่ง
ป้าเป็นอิมมิเกรชั่นเอเจนท์มาจาก New Castle
มองดูก็รู้ว่าป้าเป็นสาวมั่น
ป้าเป็นฝรั่ง ที่สูง ผอม ไม่อ้วน เหมือนฝรั่งทั่วๆไป (ฝรั่งที่นี่อ้วนจ๊ะ ไม่ใช่อวบ!!!)

ป้าใส่ high heels สูงมาก ที่มากที่สุด
ปากป้าแดงแรงฤทธิ์
ตุ้มหูป้า เป็นวงแหวน ใหญ่มาก ถึงมากที่สุด
ผมป้าแดงเป็นสี mahogany

ป้าค่อนข้างมีอายุนะ ถ้าเทียบกับเรา
แต่ป้า แต่งตัวได้ร้อนแรงมาก

ป้าแน่มาก

...แอบรักป้า…

ป้านั่งข้างเรา รัศมีของป้าเจิดจรัสมาหาเรา
หากเราไม่ทัก ไม่คุยด้วย มันก็คงเป็นการเสียมารยาท
ก็ป้าแต่งตัวสะร้อนแรงแบบนี้ (ไม่โป๊ะนะ) จะไม่ให้มองได้อย่างไร


หลังจากที่ได้พูดคุยกัน
งานที่ป้าทำส่วนมาก เป็นพวก protection visa พวกวีซ่าลี้ภัย
เพราะแหล่ง settlement ของ refugees อยู่แถวๆ New Castle
ลูกค้าป้าเป็นพวก refugees จริงๆนะครับ

ไม่ใช่ refugees แบบคนไทย ที่แบบว่าติดหนี้ ไม่กล้ากลับเมืองไทย กลัวตาย อะนะ!!!

ลูกค้าป้าเป็นพวก refugees ดังนั้นสิ่งที่ป้าต้อง dealing with ก็คือ
ลูกค้าหลายๆคนที่หนีตายจริงๆ จากภัยสงคราม
ไม่มี ID, ไม่มีเอกสารอะไรเลย
ไม่มีใบเกิด

นั่น นี่ โน่น

ฟังป้าเล่าแล้ว เหมือนเราเรียนวิชาสังคมยังไงยังงั้น 

แต่เราก็เบลอๆนะ บอกตามตรงว่าเราไม่ได้สนใจเลยว่าประเทศอะไร เขาสู้กับประเทศอยู่

หรือว่า civil wars การต่อสู้ล้างเผ่าพันธ์อะไรประมาณเนี๊ยะ มันอยู่ส่วนใหนของโลก

ลูกค้าของป้าบางคนก็ต้องรอเป็น 5-6 ปี กว่าจะได้ case officer กว่าจะได้วีซ่า เพราะคนหนีตายมา ใครจะมีเวลาไปวิ่งหาใบเกิด ใบสูติบัตร ให้ตายเถอะ

เราศรัทธาในการทำงานของป้า

คิดว่าคงเป็นอะไรที่ stressful มากกว่างานของเรา ที่เราทำแน่นอน

กลุ่มลูกค้าของป้าแตกต่าง จากกลุ่มลูกค้าของเราโดยสิ้นเชิง

ป้าทำงานด้วยใจ อยากช่วยคนที่หนีภัย หนีสงครามมา

ไม่ใช่พวกคนไทย ที่ชอบมโนไปว่า

หนีภัยน้ำท่วม ก็จะพากันขอ protection visa
หนีหนี้ ก็จะพากันขอ protection visa

พวกเนี๊ยะ คิดเอง เออเอง ของเขาจริงๆ

น่าเบื่อ

เอาสมองส่วนใหนคิด

...กลับเข้าเรื่อง…

ไปงาน seminar ต่อไปอยากเจอป้าอีก

...รักนะ… ป้า

Wednesday, June 28, 2017

visa subclass 457, skill assessment 01 July 2017


แอบกระซิบ ข้างๆหู (กระซิบอีกละ เมื่อไหร่จะเลิกกระซิบนะ)

Visa subclass 457

ถ้าใครยื่นวีซ่า subclass 457 จาก 01 July 2017

โอกาสที่จะถูกเรียกทำ skill assessment เป็นไปได้สูงมาก

ถึงแม้ว่า policy จะบอกว่า case-by-case หรือขึ้นอยู่กับ case officer ก็ตามเถอะ

คนที่วุฒิการศึกษามาแบบ RPL, โอกาสที่จะถูกเรียกทำ skill assessment นั้น มีมาก ถึงมากที่สุด

ถ้าหากมีเวลา เราก็แนะนำให้ทำ skill assessment เอาไว้เลย ก็น่าจะดีนะครับ

จะได้ไม่มีเสียเวลา

ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็แล้วแต่คนสมัครเอง ว่าจะทำ skill assessment มาเลยหรือเปล่า หรือว่าจะรอเรียก

It’s your choice.

การทำ skill assessment ของวีซ่า subclass 457 นั้นแตกต่างจากการทำ skill assessment ของพวก skilled migrant ของวีซ่าตัวอื่น

การทำ skill assessment ก็แตกต่างกันออกไปตามหน่วยงานที่ดูแล

การทำ skill assessment ของ VETASSESS ก็แบ่งเป็น 2 Pathways:

  • คนจบที่ประเทศออสเตรเลีย
  • คนที่ไม่ได้จบที่ประเทศออสเตรเลีย
ส่วนการทำ skill assessment ของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเขียน blog แล้ว cover ทุกหน่วยงาน ทุก organizations

ก็เอาเป็นว่า ถ้าหากใครคิดจะขอ visa subclass 457 จากวันที่ 01 July 2017

ก็ควรเตรียมตัวและเตรียมใจ

เตรียมเอกสารในทำ skill assessment คือ
  • วุฒิการศึกษาต่างๆ
  • จดหมายผ่านงาน จากทุกที่ ที่เราเคยทำงานมา และจดหมายต้องมี letter head ด้วย, มี job description ด้วย ว่าหน้าที่การทำงาน เราทำอะไรมั่ง ในระหล่างที่เราทำงานอยู่ในตำแหน่งนั้น
หากชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไปนะครับ พี่น้อง


… รักนะ...

Friday, June 23, 2017

Visa subclass 457 caveat


Visa subclass 457 caveat...ok นะ เริ่มมีทนายความและอิมมิเกรชั่นเอเจนท์ที่จะ challenge รัฐบาลถึง validity/invalidity ของ caveat แล้วว่า เป็น concept ที่ถูกนำออกมาประกาศใช้และไม่ถูกกฎหมาย!!!

คำแนะนำของเราก็คือ สำหรับคนที่ทำ 457 ไม่ว่าจะทำเอง ทำที่อื่น หรือทำกับ J Migration Team

คือ ควรจะ fight back เพราะถ้าทุกคนเงียบแล้วยอมให้รัฐบาลเปลี่ยนอะไรไปเรื่อย มันจะมีการเปลี่ยนแปลงออกมาเรื่อยๆ

ไม่มีการ consult


ไม่มีขบวนการกลั่นกรองของรัฐสถา

ทำไมต้อง fight back

fight back เพราะว่า case officer ที่ทำงาน ที่ตัดใจสิน case เรา มีหน้าที่ทำตาม policy และ update ต่างๆที่ออกมา

Case officer ไม่ใช่ policy maker ที่อยู่เบื้องหลัง

Policy maker ที่อยู่เบื้องหลัง คือพวก case manager ที่คอย consult เวลา case officer มีปัญหาหรือ make decision ไม่ได้

การที่ทุกคน fight back เป็นการส่งสารหรือสัญญาณว่า caveat มันไม่ make sense, invalid หรือผิดกฎหมาย

ถ้าใครได้รับจดหมายจาก case officer ให้อธิบายเรื่อง caveat (ของ J Migration Team ยังไม่มี)

วิธีการที่จะ fight back คือให้เราถามกลับไปที่ case officer ว่า

  • ใหนๆๆๆๆ มันไม่ meet criteria ตรงใหน ให้ case officer อธิบายกลับ 
  • Case officer เอาข้อมูลหรือ data มาจากใหน ให้ case officer อธิบาย

เชื่อเถอะ case officer ไม่สามารถ ตอบกลับพวกนี้ได้หรอก เพราะส่วนมากแล้ว case officer จะเป็น junior staff

Case officer ก็ต้องวิ่งแจ้นไป consult case manager แหละ

หลายๆคน
หลายๆ cases fight back แล้ว case manager ก็เริ่มรู้ว่าเออ caveat ของ 457 เนี๊ยะคง invalid หรือผิดกฎหมายจริงๆ

เพราะถ้าเรา follow the game ตามที่ทุกอย่างอิมมิเกรชั่นวางไว้ ไม่มีการ fight back เราก็จะเป็นผู้แพ้ เป็นผู้คอยวิ่งตามตลอด

และการที่อิมมิเกรชั่นสามารถ go back door แล้วเปลี่ยน นั่น นี่ โน่น ตามใจชอบ

นั่นก็ไม่แตกต่าง dictatorship

ก็แค่อยากจะให้เก็บเอาไว้ให้คิดนะครับ

Saturday, June 17, 2017

Child Visa, good news to be shared


ท่ามกลางความอึมครึมและความไม่แน่นอนของวีซ่าตัวอื่น อย่างเช่นพวก วีซ่า subclass 457 เราก็ยังมีข่าวดี

Good news to be shared ของ Child Visa อยู่

P' N จาก ACT, จากการช่วยเหลือและการแนะนำของน้อง M ACT สุดที่ love ของ P' J

ต้องบอกว่า case นี้ น้อง M ACT เป็น hero ของ P' J และ P' N เลยจริงๆ เพราะคุณน้องเป็น contact point ของ P' J ทุกอย่าง เดินเรื่องเอกสารอะไรต่างๆแทน P' N  ทุกอย่าง

P' N ACT จะโชคดีอะไรขนาดเนี๊ยะ มีน้องสนิทช่วยเป็นธุระให้ทุกเรื่อง

สัจธรรมและประสบการณ์ของชีวิต มันสอนให้เรารู้ว่า คบเพื่อนดี มีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ

แต่น้อง M ก็บอกว่า น้องจะช่วย P' N คนเดียวพอ น้องเหนื่อยแล้ว อะนะ... มีงี้ด้วยเว้ย

สรุปคือน้องต้องรักและสนิทจริงๆน้องถึงช่วย แสดงว่า P' N เป็นคนโชคดีจริงๆ เพระเอกสารทุกอย่าง น้อง M เป็นคนช่วยวิ่งเต้นให้ตลอดเลย เพราะบางที เราก็ต้องยอมรับว่า พี่บางคนเขาไม่รู้เรื่องงานเอกสารจริงๆ ครั้นจะให้สามี (ภรรยาหรือ partner) ช่วย ส่วนมากจะลงเอยด้วยการงอนกัน หรือทะเลาะกัน บ้างเล็กน้อย

เอาเป็นว่า ธรรมดาแหละนะ ชีวิตคู่ มันต้องมีงอนกันบ้าง เดี๋ยวขาดรสชาติ

...เข้าเรื่องต่อ...

น้องอายุเกิน 18 ปีแล้ว เราก็บอกให้น้องไปลงทะเบียนเรียนอะไรก็ได้ ขอให้เรียน full time ซึ่งน้องก็ทำตาม เป็นเด็กดีมากเลยครับ น้องไปลงเรียน full time ที่ ม.รามคำแหง under supervision ของน้อง M ACT และ P' J ก็บอกและย้ำร้องไปว่า น้องต้องไปเรียน ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามป่วย ห้ามตก (สอบตกได้ แต่อย่าให้น่าเกลียดเกิน)

กาลเวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ตดยังไม่หายเหม็น เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา วีซ่าของน้องผ่านแล้ว ได้ PR (Permanent Resident) เป็นคนที่นี่เลย เพราะข้อดีของ Child Visa คือถ้าทำเรื่องผ่านก็ได้ PR ไปเลย ไม่ต้องมี TR (Temporary Resident) เหมือนวีซ่าตัวอื่นให้กวนใจ

น้องต้องทำ first entry ก่อนวันที่ "xyz" หลังจากนั้นก็สุดแท้แล้วน้องว่าน้องจะกลับไปเรียนต่อที่ ม.รามคำแหง ให้จบ หรือน้องจะมาอยู่ที่นี่เลย อะไร ยังไง ก็ว่าไป

สำหรับเราแล้ว การลงทะเบียนเรียนอะไรบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะทำ Child Visa แล้ว มันก็เป็นฉากละครอีกฉากหนึ่งที่เราต้องแสดงต่ออิมมิเกรชั่น

คุณน้องจะชอบเรียนวิชานั้นหรือเปล่า เรามิอาจรู้ได้ ถ้าหากคุณน้องเลือกลงทะเบียนเรียนอะไรที่คุณน้องชอบและคิดว่าจะนำความรู้ไปทำอะไรต่อ นั่น นี่ โน่น เราก็ยินดีด้วย

แต่ถ้าหากการลงทะเบียนเรียน เราทำไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง Child Visa โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าไม่ผิดอะไร เราก็ทำไปตาม requirement ของ Child Visa ตามที่อิมมิเกรชั่นต้องการแล้วหนิ จะเอาอะไรอีก!!! 

จริงป๊ะ...

ฉากละครบางฉาก เราสร้างได้ ไม่อายสื่อ ไม่ผิดศีลธรรม (คิดเอง เออเอง)

ไม่เหมือนพวกฉากละครของพวกจ้างแต่ง หลอกลวงทั้งตัวเองและผู้อื่น แบบนั้นเราไม่ทำ (ขอนอกเรื่องบ้างเล็กน้อย อารมณ์มันพาไป)

ก็เอาเป็นว่า J Migration Team รู้สึกเป็นเกียรติที่เราได้รับใช้ P' N ACT และครอบครัว และก็ขอขอบคุณ คุณน้อง M ACT สุดที่ love ที่เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองของ J Migration Team ที่ ACT office, หากไม่มีน้อง M ACT เราก็คงไม่ไปเปิด office ที่ ACT

ดังนั้นหากใครคิดว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวคุณสมบัติครบ ก็รีบจัดการอะไรตั้งแต่เนิ่นๆนะครับ

ได้ PR แล้ว จะมาอยู่หรือไม่มาอยู่ที่ออสเตรเลียหนะอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าเราคุณสมบัติครบ โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว คว้าเอาไว้ก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง...