Sunday, September 27, 2015

Partner Visa จะจดทะเบียนสมรสหรือไม่จดดีนะ


Partner Visa ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า Spouse Visa เรารู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก Spouse Visa มาเป็น Partner Visa Spouse Visa หมายถึงวีซ่าสำหรับคู่ที่แต่งงานกัน เพราะ Spouse แปลว่าสามีภรรยาที่แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมาย แต่ Partner แปลว่า คู่รัก คู่คิด ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งดูๆแล้ว Partner Visa เป็นอะไรที่ครอบคลุมได้เยอะกว่า ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะคู่ที่แต่งงานกันอีกต่อไป ดูๆแล้วมันเหมาะ เข้ากับยุคและสมัยปัจจุบัน เพราะมันหมดสมัยแล้วที่จะคาดหวังให้คน 2 คนแต่งงานกัน

การที่จะทำ Partner Visa ถ้าคนใหนคิดจะจดทะเบียนสมรสก็ OK จดทะเบียนสมรสไป ก็ไม่มีอะไรวุ่นวาย จดทะเบียนสมรสเสร็จก็ทำเรื่องขอ PR ได้เลย

แต่..... ก็อยากให้ลองมอง การจดทะเบียนความสัมพันธ์ หรือ register of relationship กันดูบ้าง เราก็เคยเกริ่นๆเรื่อง register of relationship  เอาไว้นานแล้วรอบหนึ่ง แต่คราวนี้ขออธิบายข้อมูลแบบเจาะลึกไปเลยก็แล้วกัน

การจดทะเบียนความสัมพันธ์ก็เหมือนว่า เราจดทะเบียนเป็นแฟนกัน ซึ่งก็สามารถใช้ได้ทั้งคู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน หรือคู่รักต่างเพศ การจดทะเบียนความสัมพันธ์ของแต่ละรัฐก็มีความแตกต่างกันออกไป และก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปด้วย แต่เพื่อความง่าย เราขอเรียกว่า register of relationship ตามรัฐ NSW ไปเลยก็แล้วกัน ง่ายดี

คู่รักถ้าหากยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนความสัมพันธ์ก็เป็นอีกทางออกที่ดีที่สุด นอกเสียจากว่าจะไม่จดอะไรเลย อยู่กันไปเรื่อยๆเป็น de facto relationship ก็ได้

เราอยู่ที่ออสเตรเลียมานาน นานพอที่เห็นชีวิตการแต่งงานของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเราทำงานทางด้านกฎหมายด้วยแล้ว เห็นชีวิตคู่ของแต่ละคนที่เข้ามาปรึกษาแล้วแทบทุกรูปแบบ ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่า ถ้าหากคู่รักที่รักกันยังไม่มากพอถึงขั้นที่จะตายแทนกันได้หนะ ก็อย่าแต่งเลยดีกว่า มาลองศึกษาการจดทะเบียนความสัมพันธ์กันดูว่า มันก็เป็นอะไรที่คล้ายๆการจดทะเบียนสมรสนั่นแหละ

แต่ถ้าหากใครรักกันหวานชื่น ดูดดื่มอุรา คิดว่าคงได้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรร่วมกัน รักกันชั่วฟ้าดินสลาย ก็แต่งเลยก็ได้นะครับ เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย 

ถ้าคิดจะแต่งงานกับใครสักคนก็ต้องคิดให้ดีๆ อย่าแต่งเพราะความมักง่าย ที่คิดว่าอยากได้ ใบกระดาษสักใบเพื่อมาทำวีซ่า เพื่อมาขอ PR เพื่อที่จะได้มาอยู่ที่ออสเตรเลีย หนีความลำบาก หนีความยากจน ขอบอกได้เลยว่าชีวิตที่ออสเตรเลียไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลายเสมอไป...

เดี๋ยวเรามาลองเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการจดทะเบียนความสัมพันธ์และการจดทะเบียนสมรสกันนะครับ


การจดทะเบียนสมรส
ข้อดี:
  • ได้เรียกอีกฝ่ายหนึ่งว่า สามี หรือ ภรรยา ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
  • เป็นการทำอะไรที่ถูกต้องตามประเพณี ที่พ่อแม่ต้องการ

ข้อเสีย:
  • ที่ออสเตรเลีย ถ้าเลิกกันแล้ว กว่าจะหย่ากันได้ก็ต้องแยกกันอยู่อย่างต่ำ 12 เดือนก่อน ช่วง 12 เดือนที่แยกกันอยู่ (แต่ยังไม่ได้หย่า) จะทำอะไรก็ลำบาก ติดๆขัดๆไปหมด เพราะยังไม่เป็นอิสระต่อกัน
  • หลังจากที่แยกกันอยู่ได้ 12 เดือนแล้ว ถ้าหากทั้ง 2 ฝ่ายเต็มใจที่จะจดทะเบียนหย่า ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากหย่า หรือตกลงกันไม่ได้ ไม่ยอมเซ็นเอกสารอะไรสักที สุดท้ายก็ต้องฟ้องหย่า และการฟ้องหย่าคนที่ได้เงินเยอะที่สุดก็คือทนาย และ case บาง case ก็ยืดเยื้อกันเป็นปีก็มี



การจดทะเบียนความสัมพันธ์
ข้อดี:
  • มีผลบังคับใช้เหมือนการจดทะเบียนสมรสทุกอย่าง
  • พร้อมเมื่อไหร่ที่จะจดทะเบียนสมรส ก็สามารถไปจดทะเบียนสมรสได้ ไม่มีปัญหาอะไร
  • ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ อยากจะเลิก ก็เก็บข้าวของย้ายออกกันได้เลย
  • ไม่ต้องทำเรื่องหย่า แค่คนใดคนหนึ่งทำเรื่องยกเลิกการจดทะเบียนความสัมพันธ์ กรอกฟอร์มยื่นเข้าไปที่หน่วยงานของรัฐ (เดี๋ยวมีเขียนต่อ) ก็สามารถยกเลิกการจดทะเบียนความสัมพันธ์ได้แล้ว

ข้อเสีย:
  • ก็คงเรียกอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ว่าเป็น สามีหรือภรรยา
  • ประเพณีสมัยเก่าๆอาจจะไม่ยอมรับ (ก็ได้มั๊ง)
นี่ก็เป็นข้อมูลนะครับ ไม่ได้ชี้แนะอะไร เพียงแต่ไม่อยากให้ใครรีบด่วนตัดสินใจอะไรลงไป 

ความรู้... เป็นสิ่งสำคัญนะครับ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ และขวนขวายหาความรู้กัน จะได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ

Wednesday, September 23, 2015

หลักในการตอบคำถาม genuine relationship ของวีซ่าแต่งงาน


การขอ Partner Visa ไม่ว่าจะเป็น ตอนที่ขอรอบแรกได้ TR (Temporary Resident) หรือตอนที่ทำรอบที่ 2 เพื่อที่จะทำ PR หรือแม้แต่สำหรับคนที่ทำวีซ่าคู่มั่น Prospective Visa และก็ไม่ว่าจะทำเป็นแบบ offshore หรือ onshore และก็ไม่ว่าจะเป็นแบบเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ และก็ไม่ว่าจะเป็นแบบแต่งงานหรือ de facto, มันจะ 5 คำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์คู่ ที่เราต้องตอบ

คำถามนี้ก็เพื่อจะเป็นการบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์คู่ของเราเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง เป็น genuine relationship ไม่ได้จ้างแต่งหรือสร้างละครตบตาอิมมิเกรชั่นเพื่อที่จะเอาวีซ่า 

ส่วนใครจะสร้างฉากรัก ฉากละครตบตาเก่งจนอิมมิเกรชั่นจับไม่ได้ ส่วนนั้นเราก็ไม่รู้และไม่ขอยุ่งด้วย

ใครที่คิดจะทำเรื่อง Partner Visa ก็แนะนำให้เตรียมคำตอบและข้อมูลตรงนี้ด้วยนะครับ อาจจะเตรียมเอง หรือให้ทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์เตรียมให้ก็ว่ากันไป

1. Give details of the financial aspects of the relationship.

ให้อธิบายว่าเรา 2 คน ใช้จ่ายเงินด้วยกันยังไง ก็อาจจะมีบัญชีร่วมกันหรือไม่มีบัญชีร่วมกันก็ได้ ยุคนี้สมัยนี้เราคิดว่ามันหมดยุคที่คู่รัก คู่สามีภรรายาเค๊าเปิดบัญชีร่วมกันแล้วนะ ถ้าไม่มีบัญชีร่วมกันก็ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ต้องปอดแหกฟังเพื่อนคนโน้นคนนี้พูดมากเกินไป ไม่มีบัญชีร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่าคนเราไม่รักกัน ขอเพียงแต่ว่าเราสามารถอธิบายให้อิมมิเกรชั่นเข้าใจว่า เรา 2 คนมีการใช้จ่ายเงินกันยังไง ใครจ่ายอะไรในบ้าน อะไรประมาณนี้ 

สำหรับหลายๆคู่ก็อาจจะมีแบบว่าทำบัตรเครดิตให้กัน หรือทำประกันชีวิตให้กัน หรือให้อีกฝ่ายได้รับผลประโยชน์จาก super อะไรประมาณนี้ ก็ใช้ได้หมดนะครับ ไม่มีข้อจำกัด แต่ละ case ไม่เหมือนกัน 

case ของเราก็จะเป็นเอกลักษณ์ unique เฉพาะตัวของเรานะครับ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด เพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ละคู่รักไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องฟังคนอื่นให้มากนัก

2. Give details of the nature of the household.

ให้อธิบายว่าชีวิตภายในครอบครัวเรา ใครทำอะไร ยังไงมั่งในแต่ละวัน เราก็สามารถเขียนร่ายบรรยายมาเลยก็ได้ว่า ตื่นเช้ามาทำอะไรมั่ง ไปทำงานกี่โมง ไปกันยังไง หรือวันหยุดแต่ละอาทิตย์ทำอะไรกันมั่ง กลับบ้านกี่โมง 

หรือคนที่ไม่ได้ทำงาน ตื่นขึ้นมาแต่ละวันทำอะไรมั่ง ก็สาธยายมาก็แล้วกันนะครับ คือคนอ่าน อ่านแล้วต้องมองเห็นภาพ

เช่นเดียวกัน case ของเราก็จะเป็นเอกลักษณ์ unique เฉพาะตัวของเรานะครับ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด เพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ละคู่รักไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องฟังคนอื่นให้มากนัก 

3. Give details of the socials aspects of the relationship.

ให้อธิบายว่าเรา 2 คนออกงานสังสรรค์ ออกงานสังคมอะไรยังไงกันบ้าง ไปใหนมาใหนด้วยกันยังไง 

หลายๆคนคิดว่า การ "ออกงานสังคม" ต้องเป็นการออกไปงานการ์ลาดินเนอร์อะไรทำนองนั้นไม่ใช่นะครับ ไม่จำเป็น ขอให้เราแบบว่ามีการเปิดเผยหรือโชว์ตัวคู่รักของเราต่อสาธารณชนว่า เออ คนนี้นะเป็นคู่รักเรา สามี ภรรยา คู่หมั้น อะไรก็ว่าไป 

ก็อาจจะเป็นไป BBQ ด้วยกันกับเพื่อนๆ ไป camping กัน
หรือแม้แต่ไปโบสถ์ ไปวัดด้วยกันก็ได้นะครับ 

ก็เขียนอธิบายมา มีรูปประกอบด้วยยิ่งดีไปใหญ่เลย

เช่นเดียวกัน case ของเราก็จะเป็นเอกลักษณ์ unique เฉพาะตัวของเรานะครับ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด เพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ละคู่รักไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องฟังคนอื่นให้มากนัก 

4. Give details of the nature of the commitment the applicant and the sponsor have to teach other.

ให้อธิบายว่าเรา 2 คนมีความมุ่งมั่น รักกันจริง รักกันชั่วฟ้าดินสลาย ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

เราก็ต้องเขียนอธิบาย เอาแค่แบบย่อๆ ก็แนะนำให้ไปลอกเอามาจาก personal statement นะครับ จะได้ไม่ต้องเขียนหรือตอบหลายรอบ แต่ตอบคำถามแบบนี้ก็ต้องเอาแบบสั้นๆก็พอ เพราะคำตอบแบบยาว ชักแม่น้ำทั้ง 5 เราก็ทำไปแล้วในรูปแบบของ personal statement

ลักษณะการตอบคำถาม เราก็ควรออกมาประมาณว่า

ฉันรักเธอ
เธอรักฉัน
เรารักกัน
ซู่ซ่า....ซู่ซ่า

อะไรประมาณนี้ แต่ไม่ต้องมีเรื่องบนเตียงนะครับ ไม่จำเป็นต้องเอา x-rated

เช่นเดียวกัน case ของเราก็จะเป็นเอกลักษณ์ unique เฉพาะตัวของเรานะครับ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด เพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ละคู่รักไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องฟังคนอื่นให้มากนัก

5. Give details of the development of the relationship.

ให้อธิบายว่าเรารู้จักกันยังไง เจอกันยังไง รักกันได้ยังไง อะไรเป็นบ่อเกิดของความรัก ใครชอบใครก่อน เอาแค่แบบย่อๆนะครับ ก็แนะนำให้ไปลอกเอามาจาก personal statement นะครับ จะได้ไม่ต้องเขียนหรือตอบหลายรอบ

เช่นเดียวกัน case ของเราก็จะเป็นเอกลักษณ์ unique เฉพาะตัวของเรานะครับ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด เพราะการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่ละคู่รักไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องฟังคนอื่นให้มากนัก

ก็เตรียมตัวกันเอาไว้นะครับ 5 คำถามที่เราต้องตอบ ถ้าไม่อยากทำเองก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายหรืออิมมิเกรเอเจนท์นะครับ

Saturday, September 19, 2015

หลักในการกรอกฟอร์ม 888 ของวีซ่าคู่รัก Partner Visa


ใหนๆก็เขียนเรื่อง personal statement ในการต่อวีซ่าแต่งงาน Partner Visa ไปแล้ว เดี๋ยวก็ขอต่อด้วย หลักในการตอบคำถาม ฟอร์ม 888 ไปด้วยเลยก็แล้วกันนะครับ

ฟอร์ม 888 นี้ก็ถือว่าเป็นฟอร์มขั้นเทพสำหรับคนที่ทำวีซ่าแต่งงาน เพราะฟอร์ม 888 เป็นฟอร์มสำหรับคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ซึ่งจะต้องหาคนที่มาเป็นพยานรักของเค๊า จะหอบมาเป็น 10 คนเลยก็ได้ แต่อย่างต่ำต้องมี 2 คนขึ้นไป ถ้าไม่มีพยานก็ทำวีซ่าแต่งงานไม่ได้

ฟอร์ม 888 นี้มีอายุการใช้งานแค่ 60 วันนะครับ ถ้าเอกสารอย่างอื่นเรายังไม่พร้อม ก็เตรียมเอกสารอย่างอื่นก่อน พอใกล้ๆวันจะยื่นก็ค่อยให้พยานเซ็น และก็ต้องเซ็นต่อหน้า JP นะครับ

2 คนที่ว่านี้จะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนหรือใครก็ได้ ขอให้ 2 คนนั้นเป็น PR หรือ ซิติเซ่นก็พอ ถ้ายื่นวีซ่าภายในประเทศออสเตรเลียนะ (onshore) แต่ถ้ายื่นวีซ่ามาจากข้างนอกประเทศออสเตรเลีย (offshore) พยาน 2 คนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น PR หรือซิติเซ่น และพยาน 2 คนนี้ก็ต้องรู้จักเราด้วย ต้องรู้จักทั้งคนที่ขอวีซ่าและคนที่สปอนเซอร์

ฟอร์ม 888 นี้ก็ได้มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ แต่ก่อนก็อนุญาตให้คนที่เป็น PR หรือซิติเซ่นเป็นพยายาน แล้วมาช่วงหนึ่งคนที่สามารถเซ็นได้ต้องเป็นซิติเซ่นเท่านั้น PR เซ็นไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็กลับมายืดหยุ่นให้สามารถเซ็นได้ทั้ง PR หรือซิติเซ่นอีกรอบแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกมั่งหรือเปล่า

หลักในการตอบคำถาม ฟอร์ม 888 ที่สำคัญๆก็จะอยู่ที่ข้อที่ 3 และข้อที่ 4 ข้อที่ 3 ก็จะประมาณว่าพยานรู้จักคู่รักยังไง เป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อน หรือว่าเพื่อนร่วมงานอะไรก็ว่าไป ข้อมูลก็ไม่ต้องมากก็ได้ เพราะเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา

แต่ที่สำคัญที่สุดก็จะอยู่ข้อที่ 4 ที่พยานต้องอธิบายว่าความสัมพันธ์ของคู่รักนั้นมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการคือ:

  • เป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง (genuine)
  • เป็นความสัมพันธ์ระยะยาว (long-term)
  • เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง (continuing)
เราเคยไป workshop และ seminar เรื่องวีซ่าแต่งงานมาก็มี case study ที่น่าสนใจก็คือพยานเขียนอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมายในฟอร์ม 888 แต่ไม่ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของความสัมพันธ์ที่สำคัญ 3 ประการดังกล่าว และ case officer ก็ไม่ให้วีซ่าผ่านด้วยเหตุผลง่ายๆว่าพยานไม่ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ว่ามีคุณสมบัติของ 3 ประการดังที่ได้กล่าวมา

ดังนั้นก็สำคัญนะครับ ไม่ว่าจะเขียนอะไรไปตรงข้อ 4 ก็ต้อง make sure ว่าพยานเขียนบอกว่าความสัมพันธ์เรามีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ 

เคล็ดลับ แต่ตอนนี้คิดว่าคงไม่ลับแล้วหละ พยานจะเขียนอะไรก็ตามแต่ ประโยคสุดท้ายก็ต้องลงท้ายเป็นประโยคว่า

I do believe that their relationship is genuine, long-term and continuing.

แค่นี้แหละครับ ที่เราทำมา ยังไม่พลาดสัก case 

ปกติ case ที่ทำกับ J Migration Team เราก็จะให้พยานเขียนมาเองก่อน แล้วเราก็จะขัดเกลาในเรื่องของภาษาและรูปแบบประโยคอีกรอบหนึ่ง หรือพยานคนใหนที่เป็นคนไทย ก็เขียนมาเป็นภาษาไทยก็ได้แล้วเราจะจัดการเขียนให้เป็นภาษาอังกฤษ

Monday, September 14, 2015

หลักการเขียน personal statement ของวีซ่าแต่งงาน


Partner Visa หรือที่คนไทยเราเรียกว่า วีซ่าแต่งงาน หรือวีซ่า de facto ไม่ว่าจะเป็นแบบเพศเดียวกันหรือต่างเพศ เราก็ควรจะมีหลักในการเขียน personal statement ในการประกอบการขอวีซ่าด้วยนะครับ ไม่ใช่เขียนอะไรไปสุ่มสี่สุ่มห้า เขียนอะไรออกไปมั่วๆ

บางคนก็นิยมทำ Statutory Declaration หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า Stat Dec ซึ่งก็เป็นการยืนยันข้อมูลใน Stat Dec ว่าทุกอย่างที่อยู่ใน Stat Dec เป็นความจริงทั้งหมด 

Statutory Declaration สำหรับการทำ Partner Visa ก็มี แต่มันก็จะเป็นฟอร์มและเป็นอะไรที่ตายตัวมากเกินไป ไม่ค่อย flexible เหมือน personal statement ที่เราเขียนขึ้นมาเองเลย

การใช้ Statutory Declaration เพื่อเป็นการประกอบการทำวีซ่าแต่งงาน เพื่อเป็นการยืนยันว่าความรักความสัมพันธ์นั้นเป็นความรักความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ได้จ้างแต่งเพื่อมาหลอกลวงอิมมิเกรชั่น เพื่อที่จะเอาวีซ่าเฉยๆ ซึ่งจริงๆแล้ว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ Statutory Declaration ก็ได้ เพราะถ้าใช้ Statutory Declaration เดี๋ยวเราเซ็นถูกช่องมั่ง เซ็นผิดช่องมั่ง เพราะมีหลายช่องที่เราต้องเซ็นเอง และมีหลายช่องที่ต้องให้ JP; Justice of Peace เซ็น และก็มีอีกหลายช่องที่เราจะต้องมาเซ็นต่อหน้า JP เท่านั้น ซึ่งดูๆแล้วก็เป็นอะไรที่วุ่นวายเกินความจำเป็น

ปกติแล้ว J Migration Team จะไม่ใช้ Statutory Declaration เลย เราจะใช้ personal statement ของทั้งคนที่ยื่นทำเรื่องวีซ่าและก็คนที่เป็นสปอนเซอร์ ซึ่งจะเป็นอะไรที่ง่ายกว่า เป็นอะไรที่ flexible มากกว่า เราอยากเขียนอะไรเล่าเรื่องอะไรยาวๆเราก็สามารถทำได้ หรือบางคนอยากเอาเป็นสั้นๆห้วนๆว่า เออ เนี๊ยะเรารักกันนะ อะไรประมาณนี้เราก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

แต่เรื่องของการเขียน personal statement เราก็ต้องมีหลักการในการเขียนด้วย เพราะถ้าหากเขียนอะไรมั่วๆไป วีซ่าก็อาจจะไม่ผ่านก็ได้

การเขียน personal statement เราก็แนะนำให้เขียนเป็น shot เป็น shot เป็นฉากๆ (scence) เหมือนในหนัง เดี๋ยวผมจะสรุปหลักการเขียน personal statement เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้นะครับ

  • เล่าเรื่องราวออกมาเป็นทีละฉาก เหมือนในหนัง ว่าเรา 2 คนเจอกันยังไง รักกันยังไง แล้วคิดยังไงถึงตัดสินใจแต่งงานกัน หรืออยู่กินกันเป็น de facto 
  • แต่ละวันเรา 2 คนดำเนินชีวิตคู่กันยังไง เราดำเนินชีวิตประจำวันยังไง ตื่นเช้ามากิจวัตรประจำวันของเรา 2 คนคืออะไร ไปทำงานยังไง สำหรับคนที่ไม่ทำงาน แต่ละวันเราทำอะไรกันมั่ง
  • ถ้าเราเคยทะเลาะอะไรกัน ก็แนะนำให้เขียนลงไปด้วยนะครับ เพราะนั่นมันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตคู่ทั่วๆไปที่บางทีเราก็อาจจะมีทะเลาะหรืองอนอะไรกันมั่ง หรือมีอะไรที่บางทีเราก็แบบว่าไม่มั่นใจว่าชีวิตคู่เราจะเป็นอะไรยังไง เราก็สามารถเขียนไปด้วยนะครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ case เราดูไม่ดี เพราะนั่นถือว่าเป็นชีวิตจริงของคนเราทั่วๆไป
  • ถ้าหากเรามีอุปสรรคอะไรในการใช้ชีวิตคู่ครั้งนี้ ก็แนะนำให้เขียนลงไปด้วยนะครับ ไม่ว่าอุปสรรคจะมาจากอะไรก็ตาม อาจจะเป็นเนื่องด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความแตกต่างทางอายุ หรือความแตกต่างจากการยอมรับของคนในสังคมบางกลุ่ม หรือการยอมรับจากครอบครัวอีกฝ่าย เวลาเราเขียน personal statement เราก็ต้องเขียนไปด้วยว่า เรา 2 คนฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคอะไรมาด้วยกัน ฟังดูมันก็ดูเหมือนเรากำลังเขียนนิยายน้ำเน่าอะไรสักอย่าง แต่จริงๆแล้วก็ไม่เชิงน้ำเน่านะครับ เพราะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจะเอาชีวิตเรามาเป็นบรรทัดฐานเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้
  • เสร็จแล้วเราก็ต้องเขียนไปด้วยว่า เราคิดว่าชีวิตคู่เราจะเป็นยังไง จะเดินทางชีวิตจะดำเนินชีวิตอะไรยังไงต่อไป อนาคตชีวิตคู่จะเป็นยังไง คาดเดาเอาไว้ว่าจะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรยังไง ตรงจุดนี้เราก็ต้องเขียนลงไปด้วยใน personal statement ของทั้ง 2 ฝ่าย
  • และ paragraph สุดท้ายก็ควรจะเป็นว่าเราวางแผนชีวิตคู่เราเอาไว้ยังไงมั่ง จะซื้อบ้านหลังใหม่ หรือจะเปิดธุรกิจอะไรเล็กๆทำด้วยกันอะไรก็ว่ากันไป ส่วนจะซื้อบ้านหลังใหม่จริงหรือไม่ หรือว่าจะเปิดธุรกิจอะไรเล็กๆหรือเปล่านั้นก็ไม่เป็นไร คือเราแค่เขียนไปเฉยๆ จะเปิดจริงหรือไม่จริงเราไม่สนใจ เพราะเราถือว่าเป็นเรื่องของอนาคตซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ที่แน่ๆก็คือมันเป็นการโชว์ว่าเรามีการวางแผนกับชีวิตเรานะ เราต้องการให้ชีวิตคู่เราเป็นแบบนี้ๆนะ อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันก็ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วเห็นภาพพจน์ที่ชัดเจน เหมือนกับว่าเรามีการวางแผนชีวิตที่ชัดเจน ไม่ได้อยู่ไปวันๆแบบพวกชีวิตไร้จุดหมาย
  • ปกติแล้ว เราก็แนะนำให้เขียน personal statement ประมาณ 2 หน้านะครับ 2 หน้าเนี๊ยะกำลังพอดี ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไป ปกติทุกๆ case ที่เราทำมา เราก็จะทำกันประมาณ 2 หน้ากันทั้งนั้น 
เนื้อหาของ personal statement ต้องเป็นอะไรที่ clear และชัดเจน เพราะเราเขียนมาจากชีวิตของเรา ชีวิตคู่ของเรา เราต้องเลือกใช้คำและภาษาแบบพื้นๆ แบบธรรมดา ไม่ต้องหวูหวามากเพราะมันไม่ใช่นิยาย เอาแบบว่า case officer อ่านแล้วรู้เรื่องก็เป็นพอ

เนื้อหาของ personal statement ต้องชัดเจน ชัดเจนแบบที่ว่าคนอ่านต้องอ่านแล้วมองเห็นภาพทันทีว่าชีวิตคู่เราเป็นอะไรยังไง เรื่องราวมันต้องแบบมาเป็นฉากๆ เป็นตอนๆ (ถึงแม้ไม่ใช่นิยายก็เถอะ)

นี่ก็เป็นหลักการเขียน personal statement ที่เราแนะนำลูกค้าเราทุกคนนะครับ ซึ่งลูกค้าคนไทยเราก็ให้เขียนมาเป็นภาษาไทย แล้วทาง J Migration Team จะจัดการแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เอง และก็อาจจะมีการดัดแปลงและขัดเกลาเรื่องราวอะไรต่างๆบ้างเล็กน้อยเพื่อให้ personal statement ออกมาแล้วดูดี ซึ่งหลักการนี้เราก็ใช้กับ case ของวีซ่าแต่งงาน ทุกๆ case และที่ผ่านมาก็ผ่านและได้ PR กันทุก case นะครับ