Wednesday, March 9, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย ว่าด้วยเรื่องของวีซ่า subclass 457


วันนี้ดีใจกับน้อง P, น้อง B และลูกชายตัวเล็ก น้อง B-Junior ด้วยนะครับได้วีซ่าทำงาน subclass 457 ผ่านกันทั้งครอบครัวแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ น้อง P ติดต่อเข้ามาเพื่อที่จะทำวีซ่า subclass 457 

ทีแรกเราก็ plan กันเอาไว้แล้วว่าจะยื่นเดือนโน้นเดือนนี้ แต่อยู่มาได้ไม่นาน น้องก็โทรมาบอกว่า เนื่องด้วยน้อง B คุณสามีถือวีซ่า subclass 573 ที่ต้องเรียนมหาลัย แต่คุณน้องดันไปเรียนพวก college ซึ่งเป็น subclass 572 และอิมมิเกรชั่นส่งจดหมายมา intention of cancellation คือแบบว่าจะ cancel วีซ่า ให้อธิบายว่าทำไมน้องถึงไปเรียนผิด subclass อะไรประมาณนี้

เกิดเรื่องแล้วหละสิ เพราะคิดว่าน้องคงต้องโดน cancel วีซ่าแน่ๆเพราะน้องทำผิดจริง คือเรียนผิด subclass ผิด condition แต่พี่ J ก็ไม่ได้ไปวุ่นวายตรงจุดนั้น ก็ปล่อยให้เอเจนท์นักเรียนเขาเขียนจดหมายแก้ต่างอะไรของเขาไป แต่เราก็ต้องรีบทำเรื่องและสมัครวีซ่า subclass 457 ให้น้องเขา จำได้ว่า น้องติดต่อมาวันพฤหัส เราก็ต้อง drop everything ที่กำลังทำอยู่เลย เพราะกลัวว่าวีซ่าน้องจะโดน cancel คือเอาเป็นว่า ต้องรีบ submit เรื่องเข้าไปก่อน อย่างน้อยให้ได้ Bridging Visa A มาก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน เอกสารค่อยทยอย upload เข้าไปทีหลัง

ช่วงนั้นเราก็เลยทำงานกันสายฟ้าแลบ LINE กันไปLINE กันเอา เอาเอกสาร เอาข้อมูล โทรด้วย email ด้วย เสร็จยื่นทั้ง 3 stages ภายใน 2 วัน เพราะเราไม่ชอบทำงานแบบพวก "เอิงเอย"

ถามว่ายื่นวีซ่า subclass 457 ภายใน 1-2 วันทำได้มั๊ย ทำได้นะ แต่จะไม่ขอทำอีก เพราะเป็นอะไรที่ stressful มาก แต่ที่ทำก็เพราะต้องการช่วยน้องก็แค่นั้นเอง และเราก็ทำกันช่วง weekend ด้วย

และแล้ววีซ่านักเรียนของน้องก็โดน cancel ไปตามความคาดหมาย แต่นั่นมันคือปัญหาของเอเจนท์นักเรียนที่ชอบเอานักเรียนมาเรียนผิด subclass กัน เราเคย blog เตือนกันไปแล้วหลายรอบ เอาเป็นว่า วันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการพูดก็แล้วกัน

หลังจากที่วีซ่าน้องโดน cancel เราก็จัดการทำเรื่อง Bridging Visa E ให้ครอบครัวน้องเขา เพื่อที่จะอยู่รอวีซ่าที่นี่ได้

ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ครับครัวน้องได้วีซ่า subclass 457 แล้ว

oh...BTW, น้องเขาเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยจ๊ะ สรุปคือทำพวก self-sponsorship

ใครบอกว่า self-sponsorship ทำไม่ได้เหรอ
ไม่จริงนะ ทำได้ แต่เอกสารจะเยอะมากขึ้นตอนทำ stage 2 Nomination

ถ้าเป็นคนชอบเขียน เป็นคนชอบอธิบาย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องของการเขียนและอธิบายการทำ self-sponship ว่า position หนะ geunine ยังไง มีความจำเป็นยังไง ซึ่งเราก็ได้เขียน blog เอาไว้แล้วก่อนหน้านี้

ก็เอาเป็นว่า นี่ก็เป็นอีก another success story ก็แล้วกัน

ก็ให้เป็นอุทาหรณ์ว่า

  • อย่าเรียนอะไรผิด subclass
  • มีอะไร ให้เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่น เพราะคิดว่ามีน้อยนักที่ทนายหรืออิมมิเกรชั่นเอเจนท์จะรับ case emergency แบบนี้ อาจจะรับได้ แต่ต้องโดนฟันแพงๆๆ

Sunday, March 6, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย Partner Visa ของออสเตรเลีย ตอนที่ 5; คู่รักเพศเดียวกัน


เพื่อให้เข้าบรรยากาศ Sydney Gay and Lesbian Mardi Gras Parade ทุกเสาร์แรกของ March วันนี้เราขอเขียน blog เกี่ยว Partner Visa ของออสเตรเลีย แบบคู่รักเพศเดียวกันนะครับ

ที่ประเทศออสเตรเลียยังไม่มีกฏหมายรองรับการแต่งงานแบบเพศเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่คู่รักแบบเพศเดียวกันจะทำเรื่องสปอนเซอร์หรือขอวีซ่าให้กับคู่รักของเขา

ความรักไม่มีพรหมแดน
ความรักไม่มีศาสนา
ความรักไม่มีการแบ่งเพศ

คู่รักแบบเพศเดียวกันสามรถทำเรื่องสมัคร Partner Visa เพื่อที่จะเป็นคนที่นี่ได้ 

การสมัคร Partner Visa ของคู่รักเพศเดียวกัน สามารถทำได้ 2 แบบคือ

อยู่กันแบบ de facto:
หากคู่รักคู่ใหน ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันถึง 12 เดือนแล้ว ก็สามารถทำเรื่อง ขอสมัคร Partner Visa ได้ คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขในที่นี้คือ การใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเลย ไม่ใช่เป็นแค่ boyfriend (ชาย-ชาย) หรือ girlfriend (หญิง-หญิง) ที่แบบว่าไปมาหาสู่ หรือแค่จีบกันไปจีบกันมาเฉยๆ 

การใช้ชีวิตคู่ คือแบบว่าได้ตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว

การใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันถึง 12 เดือน เราก็ต้องมีหลักฐานมาโชว์ด้วย ว่าเราอยู่ด้วยกันถึง 12 เดือนจริงๆ ไม่ใช่แค่อ้างเป็นแค่ลมปากเปล่าๆว่า เราอยู่ด้วยกันมา 12 เดือนแล้ว ดังนั้น เราก็ควรจะมีบิลหรือเอกสารต่างๆมาที่อยู่เดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น หรือมีการเปิดบัญชีธนาคารร่วมกัน 

จด register of relationship:
การจด register of relationship ของแต่ละรัฐและเขตการปกครองพิเศษ จะไม่เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าเราจะจด register of relationship ที่รัฐหรือเขตการปกครองพิเศษที่ใหนก็ตาม เราสามารถใช้ใบเสร็จที่ได้จากการจด register of relationship มาทำเรื่องขอ PR แบบ Partner Visa ได้เลย

ข้อดีของการจด register of relationship คือ:
  • พอเราจด register of relationship แล้ว เราสามารถเอาใบเสร็จที่เราจ่ายตังค์มารีบสมัครและทำเรื่องได้เลย เราไม่จำเป็นต้องรอให้ได้ certificate ส่งมาที่บ้าน
  • การจด register of relationship ไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ด้วยกันถึง 12 เดือน ดังนั้นใครที่อยากจะจด register of relationship ก็สามารถเดินจูงมือกันไปจดได้เลย

เนื่องด้วยกฏหมายที่ออสเตรเลียยังไม่มีการรองรับการแต่งงานแบบเพศเดียวกัน ดังนั้นคู่รักแบบเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสมาจากประเทศอื่น จะไม่สามารถเอาใบทะเบียนสมรสมาประกอบการและใช้เป็นเอกสารในการสมัคร Partner Visa

ถ้าจะสมัคร Partner Visa ของออสเตรเลีย ก็จะต้องทำเป็นแบบ de facto ที่อยู่ด้วยกันถึง 12 เดือน หรือแบบจด register of relationship เท่านั้น

นี่ก็เป็นข้อมูลของการทำ Partner Visa แบบคู่รักเพศเดียวกันที่ทุกคู่ควรจะรู้เอาไว้

เราก็ขออวยพรให้คู่รักทุกคู่ ได้ PR ได้วีซ่ากันอย่างที่หวังกันทุกคู่นะครับ...

Saturday, February 27, 2016

Partner Visa ของออสเตรเลีย ตอนที่ 4; มีลูก ติดตามหรือไม่ติดตามดีนะ


เดี๋ยววันนี้เรามาเรียนรู้กันนะครับว่า การที่เรามีลูกติดเนี๊ยะ ไม่ว่าจะยื่นที่ออสเตรเลียแบบ onshore หรือยื่นมาจากข้างนอกประเทศเป็นแบบ offshore แต่ละแบบ แต่ละประเภท การที่เรามีลูกติดแล้ว เราจะยื่นแบบใหน ทำอะไรได้บ้าง

คำว่าลูกติดในที่นี้หมายถึงลูกที่ได้มาจากการมีคู่ครองมาก่อนหน้านี้ และรวมไปถึงลูกบุณธรรมด้วยนะครับ

ลูกติดไม่เกี่ยวอะไรกับกับลูกที่เกิดจากคนที่เขาทำเรื่องสปอนเซอร์ให้เรานะครับ เพราะนั่นเราไม่เรียกว่าลูกติด

ถ้าเราไม่มีลูกติด เราก็สามารถยื่น Partner Visa ได้เลย ทั้งแบบ onshore และ offshore ตามที่เราได้เขียน blog เอาไว้คราวก่อน

แต่ถ้าเรามีลูกติดที่อายุไม่เกิน 25 ปีแล้วอยากจะทำเรื่องสปอนเซอร์ เอาลูกมาอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย มันก็สามารถทำได้หลายแบบ หลายวิธีคือ

1. ทำเรื่องพร้อมๆกัน:
ไม่ว่าเราจะยื่นแบบ onshore หรือ offshore ถ้าเราอยากจะทำเรื่องให้ลูกเราไปด้วยพร้อมๆกันกับเราไปเลย เราสามารถทำได้ดังนี้:

  • ถ้าเรายื่นเรื่อง offshore, ลูกเราก็ต้องอยู่ offshore ด้วยเหมือนกัน
  • ถ้าเรายื่นเรื่อง onshore, ลูกเราก็ต้องอยู่ onshore ด้วยเหมือนกัน

แต่ก็มีหลายคนที่เลือกที่จะเอาลูกมาทีหลัง เพราะตัวเองก็คงอยากจะมาปรับตัวก่อน หรืออาจจะได้เหตุผลทางด้านการเงิน หรือกฏหมายการดูแลลูกที่ยังสะสางกับคดีเก่ายังไม่เสร็จก็มี หรือเหตุผลอะไรต่างๆกันออกไป แต่ละคนจะมีเหตุผลที่แตกต่าง

2. ทำเรื่องแยกกัน:
ถ้าหากเราและลูกเลือกที่ทำเรื่องแยกกัน ไม่ว่าเราจะทำเรื่อง Partner Visa แบบ Onshore หรือ Offshore ก็ตามแต่ เราจะสามมารถทำเรื่องเอาลูกเรามาได้ก็ต่อเมื่อ Partner Visa เราผ่าน stage 1 หรือ stage 2 ไปแล้วเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่า เราต้องได้ TR (Temporary Resident หรือวีซ่าชั่วคราว) หรือ PR (Permanent Resident หรือวีซ่าถาวร) ก่อนเท่านั้น เราถึงจะสามารถทำเรื่องสปอนเซอร์เอาลูกเรามาได้

การทำเรื่องเอาลูกมา หลังจากที่เราได้ TR นั้นจะแตกต่างการทำเรื่องเอาลูกมาหลังจากที่เราได้ PR

2.1 เอาลูกมาหลังจากที่เราได้ TR: เราจะได้ TR หลังจากที่เราทำเรื่อง stage 1 ผ่านแล้ว และเราก็ต้องรอให้ครบกำหนด 2 ปีหลังจากวันที่เรายื่นทำเรื่อง Partner Visa ตั้งแต่แรกเลย เราถึงจะทำ stage 2 เพื่อทำเรื่อง PR ได้ แต่ในระหว่างที่รอนี้ เราก็สามารถทำเรื่องสปอนเซอร์เอาลูกเราเข้ามารวมกันใน application ของ stage 2 (permanent stage) ได้ เราเรียกว่า Dependent Child Visa; Subclass 445

case แบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในกรณีที่เราทำเรื่อง Partner Visa Onshore แต่ว่าลูกเรายังอยู่ที่เมืองไทย หรืออาจจะประเทศอื่นๆ ก็เอาเป็นว่า ลูกเราอยู่ offshore ก็แล้วกัน เพราะถ้าเรายื่นเรื่อง onshore แต่ลูกเราอยู่ offshore เราไม่สามารถทำเรื่องเอาลูกมาได้เลยตอนที่ยื่นครั้งแรก stage 1

Subclass 445 นี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ:
  • ข้อดีของ Dependent Child Visa; Subclass 445 คือลูกจะได้ PR ไปพร้อมๆกันกับเราเลย ตอนที่เราทำ stage 2, permanent stage
  • ข้อเสียของ Dependent Child Visa; Subclass 445 คือระยะเวลาในการพิจารณา Dependent Child Visa; Subclass 445 ก็นานเหมือนกัน ประมาณ 9-12 เดือน ซึ่งก็หมายความว่า เราเองก็ต้องรอเรื่องของลูกๆให้ผ่าน ให้ได้วีซ่า subclass 445 ก่อน พอลูกๆได้วีซ่า subclass 445 แล้ว เราถึงจะสามารถทำเรื่องของ stage 2 ได้ ไปพร้อมๆกันกับลูกๆเราเลย ซึ่งก็จะทำให้เกิดการล่าช้า แต่ก็มีหลายคนเลือกที่จะรอ เพราะอยากได้ PR ไปพร้อมกันกับลูกเลย

2.2 เอาลูกมาหลังจากที่เราได้ PR: อีกวิธีหนึ่งก็คือ เรารอให้เราได้ PR ก่อน รอให้เรื่องเสร็จทุกอย่างก่อน แล้วค่อยทำเรื่องเราลูกเรามาทีหลัง อาจจะด้วยเหตุผลการทางเงิน หรือว่าความพร้อมของการปรับตัวเข้ากับคนในครอบครัว หรือว่าประเทศและวัฒนธรรมที่แตกต่าง 

วิธีการและขั้นตอนก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแต่ว่าการทำเรื่องหรือการยื่นเรื่อง เราต้องยื่นให้ถูกประเภท ให้ถูก subclass ก็เป็นพอ

การทำเรื่องเอาลูกมาหลังจากที่เราได้ PR นี้ เราจะต้องสมัคร Child Visa; Subclass 101 

จะสังเกตุว่าชื่อและ subclass ของวีซ่าจะแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องเลือกและสมัครให้ถูก subclass เพราะ subclass 445 และ subclass 101 นั้น ขั้นตอนและวิธีการสมัครจะไม่เหมือนกัน

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องมีหลายแบบ หลาย subclass ให้มันซับซ้อนจังเลย

ก็ไม่รู้นะครับ ต้องไปถามอิมมิเกรชั่นเอาเอง... ต้องไปถามคนที่เขาออกกฎหมาย

เอาเป็นว่าให้เรารู้เท่าทัน และเลือกที่จะสมัครและทำเรื่องให้ลูกเราได้ถูกต้องก็เป็นพอ...

Wednesday, February 24, 2016

วีซ่าออสเตรเลีย Australian Partner Visa กับการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship จดที่ใหน อะไร ยังไงดี


มีคนสอบถามเข้ามาเยอะมาก ในเรื่องของการจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship เพื่อทำ Partner Visa ไม่ว่าจะเป็นแบบเพศเดียวกันหรือแบบต่างเพศ

อย่างที่เคยเขียนเอาไว้ว่า การจดทะเบียนความสัมพันธ์ register of relationship นั้น ไม่ได้สามารถจดได้ทุกรัฐหรือทุกเขตการปกครองพิเศษ ตอนนี้รัฐและเขตการปกครองพิเศษที่สามารถจดได้ก็จะมีที่ NSW, ACT, VIC, QLD และ TAS เท่านั้น

แต่ละรัฐและเขตการปกครองพิเศษจะมี requirement ที่แตกต่างกันออกไป แต่จากที่เราศึกษาและการเข้าไปสัมนาและเรียนรู้จาก workshop และได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันกับคนที่ทำอาชีพเดียวกันกับเรา เราก็พอจะสรุปได้ว่า รัฐที่ทำ register of relationship ได้ง่ายที่สุดก็คือ NSW

สาเหตุที่ NSW เป็นรัฐที่ทำ register of relationship ได้ง่ายที่สุดก็เพราะว่า:
  • แค่คนใดคนหนึ่งอาศัยอยู่ใน NSW เท่านั้น
  • ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องอาศัยอยู่ที่ NSW นานเท่าไหร่
ดังนั้นหลายๆคู่ที่อยู่ต่างรัฐ หรือต่างเขตการปกครองพิเศษ (territories) อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ถ้าหากเราพักอยู่อาศัยในรัฐนั้นๆ หรือเขตการปกครองพิเศษนั้นๆไม่ได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด หรือบางคนที่มาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว วิธีที่ง่ายที่สุดคือ มาจด register of relationship ที่ NSW

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่มีที่อยู่ที่ NSW หละ จะทำยังไงดี...

ไม่มีที่อยู่ที่ NSW ก็ไม่เป็นไรนะครับ ก็มาพักอาศัยอยู่กับเพื่อนหรือญาติชั่วคราวก็ได้ แล้วก็เปลี่ยนที่อยู่ใน driver license และให้มีบิลอะไรมาบ้านหลังนี้ก็ใช้ได้แล้ว

แล้วถ้ามาแบบไม่รู้จักใครเลย ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ ไม่รู้จะไปใช้ที่อยู่ใครดี จะทำอะไร ยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้ก็ติดต่อเราได้ 

J Migration Team เราก็มี package ที่จะช่วยเหลือคนที่ต้องการที่มาจด register of relationship ที่ NSW ได้ แต่ก็อย่าลืมว่า ทุกอย่างในชีวิตมันก็ต้องมีการลงทุน

package แบบนี้ มีค่าใช้จ่ายแน่นอน ก็ลองสอบถามกันเข้ามาได้นะครับ เพราะว่าอะไรที่ได้มาง่ายๆ มันก็คงไม่เห็นคุณค่ากัน... มันก็เลยต้องมีค่าใช้จ่าย